วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

อินเดีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งแรกในรอบ 3 ปี น้ำมันแพง-แล้งซ้ำ ดันเงินเฟ้อพุ่ง

อินเดียขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 สู่ระดับ 5.50% สูงสุดในรอบ 1 ปี รับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งต่อเนื่อง 10 เดือน หลังสงครามดันน้ำมันแพง เอลนีโญทำภัยแล้งซ้ำ

วันนี้ (7 ต.ค.) ที่ประชุมธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 5.50% ซึ่งนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 โดยนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10 เดือน 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียยังเปลี่ยนจุดยืนนโยบายการเงินเป็น “คุมเข้มแบบค่อยเป็นค่อยไป” (calibrated tightening) ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน และความเสี่ยงเอลนีโญ

ความเคลื่อนไหวของอินเดียครั้งนี้ นับเป็นการสะท้อนทิศทาง "ดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก" หลังจากบรรดาธนาคารกลางรายใหญ่หลายแห่งนำโดย สหรัฐ (Fed), สหภาพยุโรป (ECB) ญี่ปุ่น (BOJ) อังกฤษ (BOE) และออสเตรเลีย (RBA) กำลังดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัว

ในการประชุมวันพุธนี้ RBI ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (repo rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินเดีย 0.25% สู่ระดับ 5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ส

ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI กล่าวว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก พร้อมระบุว่า “สถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่าวางใจเหมือนเมื่อปีที่แล้ว” คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติเปลี่ยนจุดยืนนโยบายเป็น “การคุมเข้มแบบค่อยเป็นค่อยไป” (calibrated tightening)

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของอินเดียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดยแตะระดับ 4.8% ในเดือนส.ค. สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางของ RBI ที่ 4%

“ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ทางเลือกในระยะใกล้ และการดำเนินนโยบายหลังจากนี้ 'มีเพียงการขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยเท่านั้น'” มัลโฮตรากล่าว ขณะที่ธนาคาร HSBC และ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า แบงก์ชาติอินเดียจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.

HSBC ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ตลาดจำเป็นต้องเห็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ “น่าเชื่อถือ” จากธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า RBI พร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหากจำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เพราะหากถูกมองว่าแบงก์ชาติไม่เข้มงวดพอในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ก็อาจลดความน่าสนใจของอินเดียในสายตานักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ อินเดีย ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน เพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเกือบ 85% ของความต้องการทั้งหมด 

นอกจากปัจจัยเรื่องพลังงานแล้ว อินเดียยังเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ในปีนี้ โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. ของอินเดีย มีฝนตกน้อยเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น

ธนาคารโลกคาดการณ์ในรายงานอัปเดตฉบับล่าสุดว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวลงมาเติบโต 7.1% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2027 เทียบกับ 7.8% ในปีก่อนหน้า โดยแม้ว่าเศรษฐกิจอินเดียสามารถรักษาการเติบโตได้ “ดีกว่าที่คาด” ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ แต่คาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า

เมื่อเดือนที่แล้ว เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เนื่องจากราคาพลังงานโลกผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางเกาหลีใต้และธนาคารกลางยุโรปก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน