รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน (7 ต.ค. 69) ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังอิหร่านปรับเพิ่มการโจมตี ท่ามกลางอุปทานน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคา
(+/-) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังหน่วยงาน UK Maritime Trade Operations (UKMTO) รายงานว่าในเดือน ต.ค. 69 ได้เกิดเหตุโจมตีเส้นทางเดินเรือในพื้นที่ขัดแย้งทั้งหมด 9 ครั้ง โดยจำนวนดังกล่าวคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนการโจมตีทั้งหมดซึ่งรายงานในเดือน ก.ย. 69 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการโจมตีที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับอุปทานน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังล่าสุด Standard Chartered เผยว่าการส่งออกน้ำมันดิบผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ที่ราว 16.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. 69 ซึ่งถือเป็นระดับใกล้เคียงกับช่วงความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
โดยการส่งออกดังกล่าวผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 60% เมื่อเทียบกับ 83%ในช่วงก่อนความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของระบบขนส่งพลังงาน
(-) ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kuwait Petroleum Corporation (KPC) เปิดเผยว่าปัจจุบันคูเวตสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ที่ระดับราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปรับเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งในเดือน มี.ค. 69 ซึ่งอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ผลิตในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความกังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบได้อย่างมีนัยสำคัญ
(+) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Saudi Aramco นายอามิน นาสเซอร์ เผยว่าระดับน้ำมันคงคลังทั่วโลกได้ปรับลดลงสู่ระดับที่น่ากังวล หลังจากถูกนำมาใช้รองรับผลกระทบด้านอุปทานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดพลังงานมีความเปราะบางมากขึ้น
หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ โดย CEO Aramco เผยว่าปริมาณน้ำมันคงคลังโลกปรับลดลงจากราว 10,000 ล้านบาร์เรลในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้ง เหลือต่ำกว่า 6,000 ล้านบาร์เรล โดยมีน้ำมันเพียงประมาณ 10% ที่สามารถนำออกมาใช้ได้ทันทีในเชิงพาณิชย์





