วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกเข้าสู่ยุค ‘กักทอง’ จ่อดันราคาพุ่งระยะยาว ชาติผู้ผลิตเร่งเก็บ ไม่ปล่อยออก

คลื่น ‘ชาตินิยมทรัพยากร’ กำลังเขย่าตลาดทองโลก เมื่อประเทศผู้ผลิตตั้งแต่ลาว จีน อินโดนีเซีย ไปจนถึงแอฟริกา เร่ง ‘กักทอง’ ไว้ในประเทศ ท่ามกลางความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ที่ลดลง จับตาอุปทานทองโลกตึงตัว อาจกลายเป็น ‘แรงส่งราคาทอง’ ในระยะยาว

“ทองคำ” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หลายประเทศไม่ต้องการปล่อยให้ไหลออกนอกพรมแดนได้ง่ายอีกต่อไป หลังราคาพุ่งแรงจนความมั่งคั่งใต้ดินมีมูลค่ามหาศาล ประเทศผู้ผลิตตั้งแต่ลาว อินโดนีเซีย ไปจนถึงจีน จึงเริ่มหันมา “เก็บทองไว้กับตัว” ทั้งเร่งสร้างโรงถลุง จำกัดการส่งออก และสะสมทองเข้าทุนสำรอง

เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การแสวงหากำไรจากราคาทองขาขึ้น แต่กำลังสะท้อนคลื่น “ชาตินิยมทรัพยากร” (Resource Nationalism) ที่ประเทศเจ้าของเหมืองต้องการเก็บมูลค่าและความมั่งคั่งจากทองไว้พัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง ประกอบกับความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ที่เริ่มลดลง

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า หากกระแส “กักทอง” ลุกลามไปในหมู่ประเทศผู้ผลิตมากขึ้น ผลสะเทือนอาจไปไกลกว่าพรมแดนของแต่ละประเทศ เพราะทองที่เคยไหลเข้าสู่ตลาดโลกอาจลดน้อยลง บีบอุปทานให้ตึงตัว และอาจกลายเป็นอีกแรงส่งให้ “ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น” ในระยะยาว

ทองพุ่งแรง ปลุกประเทศเจ้าของเหมือง

ราคาทองคำตลาดลอนดอนแตะ 1,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์เป็นครั้งแรกในปี 2551 ก่อนทะลุ 2,000 ดอลลาร์ในปี 2563 และพุ่งทำสถิติสูงกว่า 5,500 ดอลลาร์ในเดือน ม.ค.ปีนี้ แม้ปัจจุบันจะปรับลดลง แต่ยังเคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์

ราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีแหล่งทองคำเริ่ม “ตั้งคำถาม” ว่า เหตุใดประเทศผู้ผลิตจึงได้รับผลประโยชน์เพียงจากการขายแร่ดิบ ขณะที่กระบวนการถลุง การซื้อขาย และมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่กลับเกิดขึ้นในต่างประเทศ

ปัญหายิ่งชัดเจนในประเทศที่ยังไม่มีศักยภาพด้านการถลุง เพราะแร่ทองคำบางส่วนถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ และเชื่อกันว่าถูกซื้อขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดอย่างมาก

‘ลาว’ จากส่งแร่ดิบ สู่สร้างตลาดทองของตัวเอง

“ลาว” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ดังกล่าว สอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาว ระบุเมื่อต้นเดือนก.ย.ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำในฐานะหนึ่งในเครื่องมือเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

แม้ลาวมีแนวโน้มหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดของสหประชาชาติ แต่ระดับรายได้ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ทำให้รัฐบาลหันมามอง “ทรัพยากรทองคำใต้ดิน” เป็นอีกแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ

ข้อมูลจาก World Gold Council และ Metals Focus ระบุว่า ลาวผลิตทองคำจากเหมืองประมาณ 12 ตันในปี 2568 มากเป็นอันดับ 6 ของเอเชีย ขณะที่รัฐบาลลาวประเมินว่า ประเทศอาจมีทองคำสำรองอยู่ถึง 500-1,000 ตัน

ที่ผ่านมา ทองคำส่วนใหญ่ถูกส่งออกในรูปแร่ทั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ยุทธศาสตร์ใหม่ต้องการให้ทองที่ขุดได้ถูกถลุงภายในลาว เพื่อให้มูลค่าเพิ่มจากกระบวนการผลิตยังคงหมุนเวียนอยู่ในประเทศ

ฐบาลจึงจัดตั้งธนาคาร Lao Bullion Bank (LBB) ในปี 2567 โดยใช้เงินทุนร่วมจากบริษัทท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดโลหะมีค่าภายในประเทศ ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพการถลุง ไปจนถึงการสร้างช่องทางซื้อขายทองที่น่าเชื่อถือสำหรับประชาชน

อีกเป้าหมายหนึ่งคือ การเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ พร้อมเปิดทางให้ประชาชนใช้ทองเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าเงินออม

ไม่เพียงเท่านั้น LBB ยังลงนามบันทึกความเข้าใจกับ สมาคมตลาดทองคำแท่งแห่งญี่ปุ่น (JBMA) เมื่อเดือนม.ค. เพื่อดึงองค์ความรู้จากญี่ปุ่น ซึ่งมีตลาดโลหะมีค่าที่พัฒนาแล้ว มาช่วยเร่งสร้างระบบตลาดทองของลาว

อินโดนีเซียเก็บภาษี จีนเดินหน้าสะสมทอง

นอกจากลาวแล้ว “อินโดนีเซีย” ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 10 ของโลก ขุดทองได้มากกว่า 100 ตันต่อปี แต่ปริมาณทองในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลจึงประกาศเก็บ “ภาษีส่งออกทองคำสูงสุด 15%” มีผลตั้งแต่ปี 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทองคำอยู่ภายในประเทศมากขึ้น

ขณะที่ “จีน” ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตได้มากกว่า 380 ตันต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของผลผลิตทั่วโลก ในขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นผู้นำเข้าทองคำรายสำคัญด้วย

จีนมีข้อจำกัดในการนำทองออกนอกประเทศ อีกทั้งธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็เดินหน้าสะสมทองเข้าทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อเพิ่มอีก 20 ตันในเดือนส.ค. นับเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกันของการซื้อสุทธิ ซึ่งเป็นช่วงการซื้อทองต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลเปรียบเทียบในเดือนธ.ค. 2542

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยังต้องการรักษาทองจำนวนมากไว้ภายในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

กระแส ‘กักทอง’ ลามถึงแอฟริกา

กระแสชาตินิยมทรัพยากรทองคำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเอเชีย แต่กำลังเกิดขึ้นใน “แอฟริกา” ด้วย โดยธนาคารกลางมาดากัสการ์รับซื้อทองที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มทองในทุนสำรองและลดการไหลออกนอกประเทศ

ส่วนกานา ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสภาทองคำโลกเมื่อเดือนก.ค. เพื่อปราบปรามเหมืองผิดกฎหมายและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเก็บผลประโยชน์จากทรัพยากรทองไว้สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศและชุมชนมากขึ้น

ความเชื่อมั่น ‘ดอลลาร์’ ลด ดันประเทศแห่สะสมทอง

อีกแรงผลักสำคัญมาจาก “ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์” ในฐานะสกุลเงินสำรองโลกที่ลดลง หลังสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ของประเทศที่ขัดแย้งกับสหรัฐ ถูกอายัดภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ทำให้หลายประเทศเริ่มเห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาดอลลาร์มากเกินไป

กึลลิม ยัม ผู้อำนวยการฝ่ายขายอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์ญี่ปุ่นของ ANZ ระบุว่า เมื่อระบบการเงินโลกที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลางถูกตั้งคำถาม “ทองคำ” จึงมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ผูกติดกับนโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ราคาทองเพิ่มขึ้นราว 12 เท่า ขณะที่จีนและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เร่งเพิ่มทองในทุนสำรอง ประกอบกับความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

โลกเสี่ยงมี ‘ทองหมุนเวียน’ น้อยลง

แม้ศูนย์กลางซื้อขายทองยังอยู่ในลอนดอนและนิวยอร์ก แต่แหล่งผลิตสำคัญกลับอยู่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น หากประเทศเจ้าของเหมืองหันมาถลุงเอง กักตุนทอง หรือจำกัดการส่งออก ปริมาณทองที่เข้าสู่ตลาดโลกย่อมมีแนวโน้มลดลง

นิโคส คาวาลิส กรรมการผู้จัดการ Metals Focus ประจำสิงคโปร์ ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวจะกระทบความสามารถของโรงถลุงรายใหญ่ในการจัดหาวัตถุดิบ และหากกระแส “ชาตินิยมทรัพยากร” ขยายตัวต่อเนื่อง อุปทานทองในตลาดโลกที่ตึงตัวขึ้น อาจกลายเป็น “อีกแรงหนุนราคา” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ระยะสั้นยังถูกกดดันจากดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ราคาทองระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน โดยวันที่ 28 ก.ย. ราคาลดลงมาอยู่ที่ราว 4,110 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดเกือบ 4,700 ดอลลาร์ช่วงปลายเดือนส.ค.ประมาณ 12%

ปัจจัยหลักมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และตลาดคาดว่าอาจขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี ซึ่งทำให้ทองที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยมีความน่าสนใจลดลง

แต่ในระยะยาว ปัจจัยเชิงโครงสร้างกำลังเป็นบวกต่อทองมากขึ้น ทั้งการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของธนาคารกลาง และการที่ประเทศผู้ผลิตต้องการเก็บทองและมูลค่าเพิ่มไว้ภายในประเทศ

หากกระแส “ชาตินิยมทรัพยากร” รุนแรงขึ้น ทองที่ไหลเข้าสู่ตลาดโลกอาจยิ่งลดลง และการ “กักทอง” ของประเทศเจ้าของเหมือง อาจกลายเป็นอีกแรงผลักดันราคาทองในระยะยาว

อ้างอิง: nikkei, thinkchina