วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมทุน ‘ญี่ปุ่น’ แห่ทิ้งตลาด ‘จีน’ ? วิกฤติ 'การเมือง-ต้นทุน-การแข่งขัน'

พายุซัดธุรกิจญี่ปุ่นในจีน ถอนตัวสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ลดลงถึง 22% เหลือเพียง 10,118 บริษัท หลังเผชิญวิกฤติการเมือง ต้นทุน และการแข่งขัน หันซบ ‘ตลาดสหรัฐ’ แทน

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า “บริษัทญี่ปุ่น” กำลังทยอยถอนตัวออกจาก “ประเทศจีน” ในจำนวนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียด ซึ่งบีบให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนการลงทุนในเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกแห่งนี้

จากข้อมูลของ Teikoku Databank บริษัทวิจัยเครดิตธุรกิจในญี่ปุ่น ระบุว่า ณ เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา จำนวนบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในจีนลดลงเหลือเพียง 10,118 บริษัท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติในปี 2553 โดยลดลงถึง 22% จากการสำรวจครั้งก่อนในเดือนมิ.ย. 2564 และต่ำกว่าช่วงจุดสูงสุดในปี 2555 อยู่ประมาณ 30%

ข้อมูลจาก Teikoku เผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทญี่ปุ่นถึง 4,137 แห่งที่ถอนตัวออกจากจีนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่มีบริษัทเพียง 1,221 แห่งเท่านั้นที่เข้ามาลงทุนผ่านทางบริษัทลูก โรงงาน หรือสำนักงานตัวแทน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เผชิญวิกฤติ ‘การเมือง-ต้นทุน-การแข่งขัน’

เจอเรมี่ ชาน นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเมือง ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นที่เดิมทีมีแผนจะลดขนาดธุรกิจในจีนอยู่แล้ว ยิ่งเร่งตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดนี้ด้วยความเร่งด่วนมากขึ้น นับตั้งแต่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นดิ่งลงเหว

รายงานของ Teikoku เมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่า การไหลออกของธุรกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อพิพาททางการทูตระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย บีบให้บริษัทญี่ปุ่นต้องลดขนาดหรือปิดกิจการในจีน 

นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับความสามารถในการทำกำไรที่หดตัวลง จากความเสี่ยงด้านภาษี ต้นทุนแรงงานและค่าผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันในท้องถิ่นที่ดุเดือดเลือดพล่าน อย่างไรก็ตาม บางบริษัทเลือกใช้วิธีลดการพึ่งพาจีนลงโดยยังไม่ถึงกับถอนตัวออกทั้งหมด

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ตึงเครียดอย่างหนักตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาว่าญี่ปุ่นอาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางทหาร หากเกิดกรณีที่จีนรุกรานไต้หวัน

ด้านของจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากและสินค้าสำคัญให้กับบริษัทญี่ปุ่น พร้อมทั้งเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น

มาร์ติน ชูลซ์  หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์นโยบายจาก Fujitsu Research Institute กล่าวว่า ปัจจัยต่างๆ เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐ กระแสต่อต้านสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชน รวมถึงตลาดในอินเดียที่กำลังเติบโต ได้สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจญี่ปุ่นเร่งกระจายความเสี่ยงออกห่างจากปักกิ่งมากยิ่งขึ้น โดยเขากล่าวว่า "การลงทุนในจีนกำลังเผชิญกับพายุสมบูรณ์แบบ"

เคอิ โกงะ ศาสตราจารย์จาก Nanyang Technological University ในสิงคโปร์ มองว่า กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน และผู้ผลิตที่เน้นการส่งออก เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะลดขนาดธุรกิจลงในจีน

ส่วนบริษัทที่ปรับตัวเข้ากับท้องถิ่นได้และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งจีนได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ความเที่ยงตรงสูง มีแนวโน้มที่จะปักหลักทำธุรกิจต่อมากกว่า

หันซบ  ‘ตลาดสหรัฐ’ แทนที่จีน

เจสเปอร์ โคล  ผู้เชี่ยวชาญจาก Monex Group เผยว่า บริษัทญี่ปุ่นหันมาพึ่งพา “ตลาดสหรัฐ” มากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับลดการพึ่งพาจีนซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญในอดีต

การประเมินของโคลระบุว่า สัดส่วนกำไรของบริษัทที่จดทะเบียนในดัชนี Topix ซึ่งมาจากตลาดจีนได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 15% ในปีนี้ จากที่เคยสูงถึง 23% ในปี 2520  เทียบกับปี 2020  ในขณะที่กำไรจากสหรัฐกลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 35% เพิ่มขึ้นจาก 25% ในช่วงเวลาเดียวกัน

โคลชี้ว่า ทางการวอชิงตันกำลัง "เดินหน้าดึงดูด" ภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย เพื่อช่วยสนับสนุนความพยายามในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งได้หันไปใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบ "ผลิตในจีนและผลิตโดยจีน" มากขึ้น

บรรยากาศ 'ไม่ต้อนรับ ไม่ปลอดภัย'

นักวิเคราะห์ระบุว่า เหตุการณ์ชาวญี่ปุ่นถูกทางการปักกิ่งควบคุมตัวในปีนี้ ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับภาคธุรกิจในการส่งพนักงานเข้าไปทำงานในจีน โดยมีรายงานว่าชาวญี่ปุ่นหลายคน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ ถูกควบคุมตัวในเดือนส.ค.จากข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบการควบคุมการส่งออกสินค้าที่มีการใช้งานได้สองทาง 

ชานกล่าวเสริมว่า "บริษัทญี่ปุ่นและพนักงานรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความต้อนรับและรู้สึกไม่ปลอดภัยในจีนมากขึ้นเรื่อยๆ"

รายงานเมื่อเดือนเม.ย.จากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น   แสดงให้เห็นว่า บริษัทต่างๆ มีความลังเลใจมากขึ้นที่จะขยายธุรกิจของตนในจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ด้าน เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าจีน "ยินดีต้อนรับเสมอ" ให้วิสาหกิจญี่ปุ่นเข้ามาพัฒนาธุรกิจและแบ่งปันโอกาสทางการตลาดในประเทศ

เขากล่าวกับคณะผู้แทนจากสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่นว่า ขอให้ "ยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นทางประวัติศาสตร์... และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและญี่ปุ่น"