คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67% นับเป็นยอดเงินลงทุน และจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซนเตอร์ โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย
2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก
3.อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ
4.อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหาร และสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์
5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396 ล้านบาท เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูง และมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท เป็นต้น
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพ และความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว
รวมถึงตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลาง และความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่างๆ ทั่วโลก
นายนฤตม์ กล่าวว่า การขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมให้ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99%
"ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต”
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุน 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐ ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์
รายงานข่าวระบุว่า การลงทุน FDI ของสิงคโปร์ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยกรุงเทพธุรกิจสรุป ดังนี้
- ปี 2568 มูลค่า 547,316 ล้านบาท
- ปี 2567 มูลค่า 357,540 ล้านบาท
- ปี 2566 มูลค่า 159,387 ล้านบาท
- ปี 2565 มูลค่า 44,286 ล้านบาท
- ปี 2564 มูลค่า 29,669 ล้านบาท
- ปี 2563 มูลค่า 16,365 ล้านบาท
"การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ"
ส่วนเงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมาคือ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงิน และการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม โดยปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ
“โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี”
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 มาจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ
1. การโยกย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีนเริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิต และส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐ
2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด และการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ AI Infrastructure และบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ
3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์
5. ศักยภาพ และความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน และต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





