รัฐบาลสิงคโปร์เชิญชวนกลุ่มข้าราชการคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มหาคู่ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นเองชื่อ 'FirstDate' เพื่อเร่งแก้ปัญหาอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงต่อเนื่อง
KEY POINTS
- รัฐบาลสิงคโปร์เปิดตัวแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อ 'FirstDate' โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
- ในช่วงทดลอง แอพนี้จำกัดการใช้งานเฉพาะกลุ่มข้าราชการคนรุ่นใหม่ (อายุ 21-35 ปี) และใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของรัฐ (Singpass) เพื่อคัดกรองโปรไฟล์และสถานภาพการสมรส
- จุดเด่นของแอพที่รัฐพัฒนาคือความน่าเชื่อถือของผู้ใช้ ไม่มีการเก็บค่าบริการ และจำกัดการแนะนำคู่เพียง 1 คนต่อรอบ เพื่อส่งเสริมการพิจารณาอย่างจริงจัง
- แม้มีข้อดี แต่โครงการนี้ถูกวิจารณ์เรื่องความเป็นส่วนตัว และผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรได้ หากไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพควบคู่กันไป
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า รัฐบาลสิงคโปร์ เชิญชวนกลุ่มข้าราชการคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มหาคู่ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นเองภายใต้ชื่อ 'FirstDate' ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้ นับเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาล ที่หันมาผลักดันแอพพลิเคชันหาคู่ เพื่อเร่งแก้ปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน FirstDate ยังจำกัดสิทธิ์เฉพาะ ข้าราชการอายุ 21-35 ปีที่ยืนยันตัวตนผ่านระบบของรัฐ โดยการทดลองรอบนี้จะปิดรับสมัครในวันที่ 5 ตุลาคม และยังไม่มีการประกาศขยายสิทธิ์ไปยังประชาชนทั่วไป
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสิงคโปร์ในครั้งนี้ตามหลังโครงการในลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ ทั้งแอพพลิเคชัน 'Tokyo Enmusubi' ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเอไอ ของทางการกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และโครงการ 'Seoulting' ของทางการกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ นโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติด้านประชากรศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์รวมปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.80 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในเกาหลีใต้, 0.87 ในสิงคโปร์ และ 1.14 ในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในโลก และทิ้งห่างจากระดับทดแทนประชากร (Replacement level) ที่ควรจะอยู่ที่ 2.1
อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในเรื่องส่วนตัวอย่างความรัก ได้ก่อให้เกิดความกังขาในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย บางส่วนเปรียบเปรยโครงการนี้ว่าเป็นโลกดิสโทเปีย (Dystopian) ขณะที่ผู้ใช้แพลตฟอร์ม Reddit รายหนึ่งแสดงความเห็นติดตลกว่า "ในที่สุด เราก็กำลังจะมีคู่สมรสที่รัฐจัดสรรให้เสียที"
แม้จะมีกระแสวิจารณ์ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่าแอพหาคู่ของรัฐอาจมีข้อได้เปรียบเหนือแอพพลิเคชันเชิงพาณิชย์ทั่วไปในหลายมิติ จุดเด่นประการแรกคือ ฐานข้อมูลคนโสดที่ผ่านการยืนยันตัวตน รัฐบาลสามารถใช้ฐานข้อมูลทางการเพื่อตรวจสอบประวัติผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ แต่ต้องแลกกับการที่ผู้ใช้ต้องยอมมอบข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนให้แก่รัฐ
ตัวอย่างเช่น FirstDate บังคับให้ผู้เข้าร่วมลงทะเบียนผ่าน Singpass ซึ่งเป็นระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลแห่งชาติของสิงคโปร์ เพื่อคัดกรองตัวตน อายุ และสถานภาพการสมรสทางกฎหมาย ในขณะที่โตเกียวมีกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้นยิ่งกว่า โดยผู้สมัครต้องผ่านการสัมภาษณ์ออนไลน์ ประกอบกับการแสดงบัตรประชาชน หลักฐานรายได้ และใบรับรองความโสดด้วย
ประการที่สองคือ เรื่องของรูปแบบโมเดลธุรกิจ แอพหาคู่ทั่วไป เช่น Bumble สร้างรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกและฟีเจอร์พิเศษ ทำให้แอพเหล่านี้มุ่งเน้นการรักษายอดผู้ใช้ที่ยอมจ่ายเงิน แต่ FirstDate ไม่มีฟีเจอร์เรียกเก็บเงิน และหน่วยงานด้านเทคโนโลยีของรัฐ (GovTech) ยืนยันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ยิ่งไปกว่านั้น แอพ FirstDate ยังจำกัดการแนะนำคู่แมตช์เพียง 1 คนต่อรอบ และให้เวลา 72 ชั่วโมงในการตัดสินใจ
ดร.นอร์แมน ลี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) ชี้ว่า แอพทั่วไปมักนำเสนอตัวเลือกมหาศาล แต่การจำกัดตัวเลือกของรัฐจะช่วยลดภาวะเลือกไม่ถูก (Choice paralysis) และกระตุ้นให้ผู้ใช้พิจารณาคู่แมตช์แต่ละคนอย่างจริงจังมากขึ้น
ในแง่ของระบบประมวลผล FirstDate ใช้อัลกอริทึม Gale-Shapley Stable Marriage เพื่อจับคู่ผู้เข้าร่วมจากความชอบที่ระบุไว้ผ่านแบบสอบถาม อย่างไรก็ตาม ดร.เตียว ชุง เปียว คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ให้ความเห็นว่า แอพทั่วไปสามารถเรียนรู้พฤติกรรมจากสิ่งที่ผู้ใช้คลิกดู เพื่อประเมินความชอบที่แท้จริงได้ ซึ่งบางครั้งสเปกในฝันกับคนที่ดึงดูดในความเป็นจริงอาจเป็นคนละแบบกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แบบสอบถามของรัฐจะสามารถคาดการณ์ความเข้ากันได้ของคนสองคนได้ดีกว่าการวิเคราะห์พฤติกรรมจากแอพเอกชนหรือไม่
ทั้งนี้ โครงการนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิงคโปร์รับบทแม่สื่อ รัฐบาลเคยตั้งหน่วยงาน Social Development Unit ตั้งแต่ปี 1984 เพื่อส่งเสริมการแต่งงานในหมู่คนโสดที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาแล้ว
ขณะที่ผลลัพธ์ของแอพคู่ขนานในเอเชียก็เริ่มเห็นผลเชิงบวก ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคมระบุว่า Tokyo Enmusubi มีสมาชิกเกือบ 17,000 คน นำไปสู่การสานความสัมพันธ์จริงจัง 835 คู่ และการแต่งงาน 316 คู่ ส่วน Seoulting จัดกิจกรรมจับคู่สำเร็จ 126 คู่ โดยคู่แรกเตรียมลั่นระฆังวิวาห์ในเดือนธันวาคมนี้ตามข้อมูลของทางการโซล
อย่างไรก็ตาม องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุชัดเจนว่า อุปสรรคสำคัญที่แท้จริงคือ ต้นทุนที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน รวมถึงความยากลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัว สอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินแนวโน้มว่า การพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มแม่สื่อของรัฐเพียงอย่างเดียว ไม่อาจช่วยพลิกวิกฤติหรือแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรได้อย่างถาวร หากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กดทับคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป





