วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2569

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง แต่ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

• เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนฟื้นตัวได้เล็กน้อยท้ายสัปดาห์

เงินบาททยอยอ่อนค่าตามสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ร่วงลงหลุดแนว 4,200 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นตามสัญญาณกังวลเงินเฟ้อจากเจ้าหน้าที่เฟด การปรับสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ประกอบกับยังมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูล PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย.) ที่ออกมาค่อนข้างดีและหนุนแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2569

เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ 33.71 บาทต่อดอลลาร์ฯ (อ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ 27 ก.ค. 2569) ก่อนจะฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์หลังราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง ประกอบกับแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วนก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ

•  ในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 28 ก.ย.- 2 ต.ค. 2569 นั้น

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 26,769 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 9,853 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 9,848 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 5 ล้านบาท)

• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 5-9 ต.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.20-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางบอนด์ยีลด์ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการ ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนก.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนต.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อ 15-16 ก.ย.

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

• ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงท่ามกลางแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ แต่ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์

SET index ปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งยังคงยืดเยื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นหลายกลุ่ม นำโดย กลุ่มธุรกิจการเงินและขนส่ง

นอกจากนี้ แรงขายในช่วงสิ้นไตรมาส 3/2569 จากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ ก็มีส่วนทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงด้วยเช่นกัน

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2569

อย่างไรก็ดี หลังจากหลุดแนว 1,600 จุดและปรับตัวลงไปเกือบ 50 จุด ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อคืนหุ้นหลายกลุ่มเข้ามาหนุน นำโดยหุ้นกลุ่มแบงก์ เทคโนโลยี และพลังงานที่มีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น (หลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติมไปยังตะวันออกกลาง)

• ในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,571.62 จุด ลดลง 2.24% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 79,674.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.26% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.28% มาปิดที่ระดับ 221.56 จุด

• สัปดาห์ถัดไป (5-9 ต.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,550 และ 1,525 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,590 และ 1,615 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ของไทย สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ สัญญาณในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคบริการเดือนก.ย. บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์   ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ ตลอดจนดัชนีราคาผู้ผลิตและยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ของยูโรโซน