วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ระบบแบงก์ไทยเผชิญแรงกดดันหนี้เสียค้างสูง 3–4% ต่อเนื่องอีก 1–2 ปี เหตุเศรษฐกิจฟื้นช้า-ปรับโครงสร้างหนี้สะดุด ส่งผลแบงก์พาณิชย์เบรกปล่อยกู้กลุ่มเสี่ยง ยันฐานทุนและเงินสำรองยังแกร่ง ไร้สัญญาณวิกฤติเชิงระบบ ขณะที่ภาพรวมประเทศได้แรงหนุนกระแสลงทุน AI หนุนปรับมุมมองเครดิตไทยกลับสู่ระดับ "มีเสถียรภาพ"

KEY POINTS

  • ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของไทยจะทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% ต่อไปอีก 1-2 ปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
  • สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีหนี้เสียใหม่ไหลเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อสูง
  • จากความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความระมัดระวังและลดการขยายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีในหัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook” วานนี้ (30 ก.ย.) ฉายภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก วิเคราะห์ข้อจำกัดประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อ “Regional and Thai Bank Outlook” ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงประมาณ 3-4% ไปอีกระยะ 1-2 ปีข้างหน้า โดยยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวลดลง

อีกทั้งยังมีปริมาณ NPL ใหม่ ไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

ศก.ฟื้นช้าซ้ำเติมหนี้เสีย

พาสันติ์ กล่าวว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้สถานะ NPL สถาบันการเงินไทยลดลงได้ยาก โดยธนาคารยังเผชิญข้อจำกัดการปรับโครงสร้างหนี้หลังเร่งทำไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ปรับลดปริมาณการเข้าซื้อหนี้เสียจากระบบธนาคาร เนื่องจากความยุ่งยากในการบริหารจัดการ ประกอบกับการขายหนี้เสียออกในตลาดรองทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังไม่มีท่าทีจะลดลงนี้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อหันไปเน้นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

โดยการเติบโตสินเชื่อภาคธนาคารไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวระดับต่ำเพียง 2-3% ใกล้เคียงกับระดับการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ขยายตัวช้ากว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

สถานะแบงก์ยังแกร่ง

“ระบบธนาคารไทยไม่ได้เผชิญวิกฤติเชิงระบบเหมือนปี 2540 เนื่องจากธนาคารไทยยังมีผลกำไรที่มั่นคง มีฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ตั้งสำรองรองรับหนี้เสียอย่างเพียงพอ เป็นกันชนช่วยให้ระบบธนาคารรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย” พาสันติ์ กล่าว

พาสันติ์ ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของธนาคารไทยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นระดับที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่าจะยังไม่สูงเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ที่มี ROA สูงกว่า 4% โดยระยะถัดไปรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 (CET1) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารหันมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุน และการสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

แบงก์ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ ภาพรวมอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ส่วนใหญ่ได้ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 โดยแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยมุมมองต่อผลดำเนินงานธนาคารในปี 2026 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเป็นกลางมีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มีแนวโน้มเชิงลบตามอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญช่วยรักษาเสถียรภาพอันดับเครดิตของระบบธนาคาร อีกทั้งระดับเงินสำรองของธนาคารในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจหรือช็อกราคาพลังงานโลก โดยไม่เกิดปัญหาต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อพุ่งสูงรุนแรงเหมือนช่วงโควิด

AI พยุงการค้าโลก

โทมัส รุคมาร์เกอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายอันดับเครดิตประเทศประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวในหัวข้อ “Global Risks and Outlook for Regional Economies” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ประมาณ 2.6% แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน โดยฟิทช์ประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2026 ไว้ที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายดำเนินนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อช็อกด้านอุปทาน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจและการค้าสินค้าโลกยังได้รับแรงหนุนสำคัญจาก กระแสลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ซึ่งกระตุ้นความต้องการ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าไอทีก้าวกระโดด ช่วยพยุงยอดส่งออกและกิจกรรมการค้าทั่วโลกให้ขยายตัว

โทมัส ระบุว่า "เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกดีกว่าที่เคยคาดการณ์ เนื่องจากได้รับผลประโยชน์ตรงจากรอบลงทุน AI และการขยายตัวการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย"

ปัจจัยเสี่ยงกดดันแผนลดขาดดุล

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐและต้นทุนกู้ยืม (Yields) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องขยายใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้การปรับลดขาดดุลการคลังทำได้ล่าช้าลง

แม้ว่าสกุลเงินในภูมิภาคจะเผชิญการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นกันชนรองรับความผันผวน

ทั้งนี้ ประเทศส่วนใหญ่ใน APAC ยังคงมีมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตในระดับ “เสถียรภาพ” (Stable Outlook) มีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย (BBB) และฟิลิปปินส์ (BBB) ที่มีแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) เนื่องจากความท้าทายทางการคลังและนโยบาย

ในส่วนประเทศไทย นายโทมัส กล่าวว่า ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวภาษาต่างประเทศของไทยที่ ‘BBB+’ จากมุมมองเชิง “ลบ” กลับมาเป็น “มีเสถียรภาพ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ สัดส่วนหนี้ภาครัฐเริ่มทรงตัว อานิสงส์การลงทุน AI และการบริโภคช่วยชดเชยการท่องเที่ยว เสถียรภาพทางการเมืองและการดำเนินนโยบายใต้กรอบการคลังที่ชัดเจนในระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น