รายงานฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เผยเเพร่วันที่ 10 ก.พ.2569 ระบุถึงการประเมินผลการเลือกตั้งไทยสะท้อนความต่อเนื่องนโยบายจากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย แม้จะตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ แต่ปัจจัยสำคัญที่กำหนด “อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” (Sovereign Rating) ระยะต่อไป คือ นโยบายเศรษฐกิจ และการคลังของรัฐบาลชุดใหม่
รายงานประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคพันธมิตรจะตั้งรัฐบาลผสมได้ ซึ่งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะหยุดชะงักหลังเลือกตั้ง (Post-election disruption) เนื่องจากจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย และพันธมิตรที่อาจเกิดขึ้น จะทำให้เกิดรัฐบาลที่มั่นคงมากกว่าอดีต
รวมทั้งเสถียรภาพรัฐบาลผสมจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะลดความไม่แน่นอนการเมืองเชิงโครงสร้าง และส่งมอบนโยบายการคลังที่คาดการณ์ได้หรือไม่ โดยที่ผ่านมาไทยมีประวัติศาสตร์ความไม่สงบทางการเมืองยาวนาน โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ค.2566 เปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
ประเด็นที่น่ากังวลคือ การเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้า และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ฟิทช์กำลังจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งมีต้นทุน 0.8% ของ GDP การสนับสนุน SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
แม้มาตรการนี้ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสมอาจทำให้การลดการขาดดุลเป็นไปได้ยากขึ้น
สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 ให้เหลือ 2.1% ภายในปีงบประมาณ 2573 โดยคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ มองว่าแผนดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เป็นไปได้ยากในทางการเมือง” คือ การเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น โดยปรับเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก.ย.2568 ฟิทช์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ “เชิงลบ” เนื่องจากฐานะการคลังอ่อนแอลง ดังนั้น ความสามารถรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงสำคัญ
ท้ายที่สุด หากรัฐบาลลดการขาดดุลไม่ได้ตามเป้าหมายจะบั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยปัจจัยระยะสั้นต้องจับตาความสามารถรัฐบาลในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องแนวทางการลดขาดดุลที่น่าเชื่อถือ
“เอกนิติ” ยืนยันรักษาวินัยการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลรักษาการยังคงทำงานต่อเนื่องระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจบนพื้นฐานในการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นภายใต้การจับตามองของจากต่างชาติ
“วันนี้ทุกคนรู้ว่าประเทศต้องเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และที่สำคัญต้องอยู่บนวินัยการเงินการคลัง เพราะขณะนี้ต่างชาติกำลังจับตามองทิศทางของไทย ซึ่งเราขอยืนยันว่าจะไม่ดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยม”
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 2.2% และไตรมาส 4 ขยายตัวมากกว่า 1.8% สูงกว่าที่เคยกังวล สำหรับปี 2569 แม้ธนาคารโลกคาดโต 1.6% และคลังประเมินไว้ที่ 2% แต่รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้เศรษฐกิจกลับสู่ระดับศักยภาพ 3%
สบน.ชี้ไม่กระทบแผนการคลังปี 70-73
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ข้อสังเกตในรายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ล่าสุดไม่น่ากังวลนักเพราะแนวโน้มการตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดิม รวมทั้งวางตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนเดิม
ดังนั้นจึงเชื่อว่าการขับเคลื่อนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570-2573 ในการพยายามลดขาดดุลทางการคลังให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และควบคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP จะทำได้ตามแผน
“หากรัฐบาลทำได้ตามกรอบการคลังระยะปานกลางที่วางไว้คำเตือนของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็ไม่น่ากังวล และยังเป็นไปได้ที่ไทยจะได้รับการปรับมุมมองกลับเป็น Stable”
ขาดดุลการคลังต่อเนื่องถึงปี 73
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้ว ได้ประเมินรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับรายจ่ายแล้วพบว่ายังอยู่ในภาวะขาดดุลการคลัง ดังนี้
1.ปีงบประมาณ 2569 รายจ่าย 3.780 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 860,000 ล้านบาท
2.ปีงบประมาณ 2570 รายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 788,000 ล้านบาท
3.ปีงบประมาณ 2571 รายจ่าย 3.826 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 681,000 ล้านบาท
4.ปีงบประมาณ 2572 รายจ่าย 3.864 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 590,000 ล้านบาท
5.ปีงบประมาณ 2573 รายจ่าย 3.903 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 481,000 ล้านบาท
สัญญาณเตือนรัฐบาลก่อหนี้ใหม่
รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ กำลังบอกไทย และรัฐบาลว่าเสถียรภาพของรัฐบาล และการเมืองอย่างเดียวไม่พอ แต่การดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจระยะกลางถึงระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ และสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจ
ทั้งนี้ ประเด็นที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุคือ การลดขาดดุลงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ทำได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ โดยประเด็นที่รายงานฉบับนี้ระบุ เช่น นโยบายคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการระยะที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาใช้งบประมาณคิดเป็น 0.8% ของจีดีพีจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากแค่ไหน รวมทั้งมีโครงการอื่นที่จะทำให้จีดีพีขยายตัวต่อเนื่องได้อย่างไร
นอกจากนั้นฟิทช์ เรทติ้งส์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของประเทศ เช่น การขยายฐานภาษี เนื่องจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีของประเทศไทยปัจจุบันลดลงจาก 17% ของ GDP เหลือเพียง 15% ของ GDP ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการจัดเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาลลดลง
ส่วนประเด็นที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ระบุว่าประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยที่ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้กำหนดว่าจะทยอยขึ้น VAT ภายใน 2-3 ปี ในทางการเมืองจะทำได้หรือไม่ เพราะทางการเมืองในการขึ้นภาษีเป็นเรื่องทำได้ยาก
รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า ประเด็นการขึ้นภาษีในกรณีที่รัฐบาลมีเสถียรภาพควรมองภาพการคลังในระยะยาว ซึ่งหากจำเป็นต้องขึ้น VAT ต้องดูภาพรวม เช่น มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่การสร้างความเป็นธรรมให้ผู้จ่ายภาษีให้รู้สึกว่ารัฐบาลใช้เงินภาษีคุ้มค่า
แนะรัฐบาลเพิ่มฐานผู้เสียภาษี
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องวางแผนดึงคนเข้าระบบภาษีเพิ่มเติม โดยปัจจุบันจำนวนผู้อยู่ระบบภาษี และจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียง 4.7-4.8 ล้านคน โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี (2557-2566) เฉลี่ยปีละ 1.8% ต่อปี ถือว่าภาครัฐไม่ประสบความสำเร็จดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี รวมทั้งการปรับปรุงการลดหย่อนภาษีไม่ให้กระทบต่อรายได้ภาครัฐจนเกินไป
สำหรับประเด็นน่าจับตามองในแผนการคลังระยะปานกลางอีกเรื่องคือ การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลได้ระบุในแผนการคลังว่าจะควบคุมรายจ่ายของภาครัฐให้เพิ่มขึ้นปีละไม่เกิน 1% เพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการคลัง
ทั้งนี้ถือเป็นความท้าทายมากเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 รายจ่ายภาครัฐของไทยนั้นเพิ่มขึ้นปีละ 3-4% มาโดยตลอด ซึ่งหากจะควบคุมรายจ่ายภาครัฐ ก็จำเป็นต้องปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำที่คิดกินพื้นที่คิดเป็นประมาณ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยต้องมีการทบทวนทั้งรายจ่ายในส่วนของเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
สำหรับข้อกังวลของฟิทช์ เรทติ้งส์ ถึงการมีรัฐบาลผสมอาจทำให้ไทยใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้น ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะเข้มแข็งมากพอที่จะบอกกับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลว่าบางนโยบายที่เป็นประชานิยมใช้งบประมาณมากไม่ควรทำ เพราะการคลังกระทบเสถียรภาพการคลัง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





