เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าท้ายสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยกลับมาปิดเหนือ 1,600 จุด มีแรงหนุนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
• เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือน แต่พลิกแข็งค่ากลับมาท้ายสัปดาห์
เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามทิศทางเงินหยวน หลังทางการจีนกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวนในระดับที่แข็งค่ากว่าที่ตลาดประเมินไว้หลายวันทำการติดต่อกัน ซึ่งทำให้ถูกตีความว่าอาจเป็นสัญญาณของการยอมรับให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน
นอกจากนี้ เงินบาทและสกุลเงินอื่นในเอเชียยังมีปัจจัยบวกจากการย่อตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าในช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นพร้อม ๆ กับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดสะท้อนสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ประกอบกับมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี (อาทิ PMI เบื้องต้นสาหรับเดือนก.ย. ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์)
ทั้งนี้ เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือนที่ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ฯ เช่นเดียวกับดัชนีเงินดอลลาร์ฯ ที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นไปที่ 5.48% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 และบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี แตะระดับ 5.21% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550
อย่างไรก็ดี เงินบาทแข็งค่ากลับมาเล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ตามการฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ประกอบกับมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการย่อตัวลงของราคาน้ำมันและเงินเยนที่แข็งค่ากลับมาบางส่วนท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับโอกาสความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน โดยเฉพาะหลังจากที่เงินเยนอ่อนค่าเข้าใกล้แนว 160 เยนต่อดอลลาร์ฯ
• ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 21-25 ก.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,584 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยเล็กน้อยที่ 495 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 498 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 3 ล้านบาท)
• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.00-33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิต ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.ย. รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/256 (final) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ และอัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของยูโรโซนและอังกฤษด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
• ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ
SET index ดีดตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการที่ Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อหุ้นไทยจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ นำโดย หุ้นกลุ่มแบงก์
นอกจากนี้ ความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนอกรอบการประชุม UNGA รวมถึงแรงซื้อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศ ก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยให้เพิ่มช่วงบวกได้ต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางสัปดาห์
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้น ๆ ในเวลาต่อมาระหว่างรอติดตามประเด็นการพบปะเจรจาระหว่างปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และปธน. สี จิ้นผิงของจีน ก่อนจะกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากรายงานตัวเลขส่งออกไทยเดือนส.ค. ที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงแรงซื้อหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง
• ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,607.63 จุด เพิ่มขึ้น 1.48% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,166.04 ล้านบาท ลดลง 6.14% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.30% มาปิดที่ระดับ 224.44 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 และ 1,555 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,615 และ 1,630 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนส.ค. ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/256 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ กำไรบริษัทอุตสาหกรรมเดือนส.ค. และดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ย. ของจีน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. (เบื้องต้น) ของยูโรโซน





