ทุกการจับมืออาจมีความหมาย ทุกการ ‘ตบหลัง’ อาจมีนัย ส่องภาษากาย ‘สี จิ้นผิง-โดนัลด์ ทรัมป์’ จากการแตะแขน วัดเชิง ไปจนถึงเสียงหัวเราะ ท่ามกลางซัมมิตเดิมพันสูงที่แม้แต่ท่าทีเล็ก ๆ ก็ถูกทั่วโลกจับตา
นอกจากผลลัพธ์ของการเจรจาระหว่าง “สี จิ้นผิง” กับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ทั่วโลกกำลังจับตา อีกหนึ่งรายละเอียดที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ “ภาษากาย” ของสองผู้นำ ตั้งแต่การจับมือ แตะแขน ตบหลัง ไปจนถึงเสียงหัวเราะระหว่างการพบปะที่กรุงวอชิงตัน
แพตตี วูด ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากาย ซึ่งวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองให้กับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์มองว่า ท่าทางหลายอย่างของทรัมป์สามารถตีความได้ว่าเป็นการแสดงสถานะและความเหนือกว่า ขณะที่สีเลือกวางตัวอย่างเป็นทางการ รักษามารยาททางการทูต และดูไม่ได้หวั่นไหวกับท่าทีของผู้นำสหรัฐ
‘ทรัมป์’ ไปรับถึงเครื่องบิน
สัญญาณแรกเกิดขึ้นทันทีที่สีเดินทางถึงสหรัฐ เมื่อทรัมป์พร้อมด้วยเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เดินทางไปต้อนรับสีและเผิง ลี่หยวน ภริยา ถึงบริเวณเชิงบันไดเครื่องบินที่ฐานทัพ Joint Base Andrews
วูดมองว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางไปรับผู้นำจีนด้วยตัวเองถึงลานบินมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เพราะไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐทำในการต้อนรับผู้นำต่างชาติทุกครั้ง จึงสามารถมองได้ว่าเป็นการแสดง “ความเคารพ” และให้ความสำคัญกับแขกที่เดินทางมาเยือน
ขณะเดียวกัน เธอสังเกตว่า สีดูผ่อนคลายตลอดการต้อนรับ ทั้งท่วงท่าของไหล่และจังหวะการเดินไม่ได้แตกต่างจากลักษณะที่เขามักแสดงออกระหว่างภารกิจทางการในอดีต
“ฉันไม่เห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงอะไรจากวิธีที่เขาปฏิบัติตัวตามปกติในการเยือนอย่างเป็นทางการ” วูดกล่าว
‘ก้มศีรษะ’ ปะทะ ‘ยื่นมือ’
เช้าวันถัดมา สีและเผิงเดินทางมายังทำเนียบขาวเพื่อเริ่มภารกิจอีกวัน โดยเดินทางมาถึงหลังเวลา 10.00 น. ไม่นาน
ขณะที่ทรัมป์เดินออกจากทำเนียบขาวเพื่อต้อนรับสี วูดสังเกตว่า “คางของผู้นำสหรัฐก้มลงเล็กน้อย” ซึ่งอาจเป็นเพียงเพราะทรัมป์กำลังมองทางเดิน แต่หากวิเคราะห์เฉพาะในมุมภาษากาย เธอมองว่า การก้มคางลงมักส่งสัญญาณถึงอำนาจที่น้อยกว่าการเชิดคางขึ้นหรือยื่นคางไปด้านหน้า
เมื่อทั้งคู่เผชิญหน้ากัน สีเลือกก้มศีรษะเล็กน้อย ซึ่งวูดมองว่าเป็นการทักทายที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมจีน ขณะที่ทรัมป์ยื่นมือออกไปจับมือทันที โดยไม่ได้ก้มศีรษะตอบ
วูดเรียกท่าทีดังกล่าวว่าเป็น “Standard Trump” หรือรูปแบบการทักทายตามปกติของทรัมป์ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้ปรับให้เข้ากับธรรมเนียมและมารยาทแบบจีน
อย่างไรก็ตาม สีไม่ได้แสดงท่าทีว่าถูกรบกวนจากความแตกต่างดังกล่าว เขายังคงรักษาความเป็นทางการและท่าทีสงบนิ่งตลอดการต้อนรับ
‘แตะแขน-ตบหลัง’ ใครอยู่เหนือใคร?
อีกหนึ่งรายละเอียดที่ถูกจับตา เกิดขึ้นระหว่างการจับมือ เมื่อทรัมป์ใช้มืออีกข้างแตะบริเวณต้นแขนของสี
การแตะแขนหรือตบหลังคู่สนทนาเป็นท่าทีที่ทรัมป์ใช้เป็นประจำในการพบปะบุคคลต่าง ๆ แต่วูดมองว่า ในเชิงภาษากาย การสัมผัสลักษณะนี้ในบริบทที่เป็นทางการสามารถสื่อถึง “ลำดับชั้น” หรือความพยายามวางตัวเองไว้เหนืออีกฝ่ายได้
แม้การตบหลังในวัฒนธรรมอเมริกันสามารถหมายถึงความเป็นมิตรหรือความสนิทสนม แต่โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอยู่แล้ว หากเกิดขึ้นในสถานการณ์ทางการหรือระหว่างบุคคลที่ไม่ได้สนิทกันมาก วูดมองว่าสามารถถูกตีความในเชิงการแสดงสถานะได้
แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงทรัมป์ที่เป็นฝ่ายสัมผัสอีกฝ่าย
ในเวลาต่อมา กล้องจับภาพสีเป็นฝ่าย “ตบหลังทรัมป์กลับ” เช่นกัน
วูดเรียกจังหวะดังกล่าวว่าเป็นเสมือน “การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เล็ก ๆ” โดยมองว่า การที่สีสะท้อนท่าทางเดียวกันกลับไป อาจเป็นวิธีลดทอนหรือทำให้สัญญาณแสดงความเหนือกว่าของทรัมป์เป็นกลาง
กล่าวอีกอย่างคือ หากการตบหลังถูกตีความว่าเป็นสัญญาณว่า “ฉันอยู่เหนือคุณ” การตบกลับก็อาจทำให้ทั้งสองกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันในเชิงสัญลักษณ์
จากเกมอำนาจ สู่เสียงหัวเราะ
อย่างไรก็ตาม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำไม่ได้เต็มไปด้วยสัญญาณเชิงอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีช่วงเวลาที่บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์พาสีเดินไปตามระเบียงของทำเนียบขาว ก่อนหยุดบริเวณ “Presidential Walk of Fame” ซึ่งจัดแสดงกรอบภาพที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีสหรัฐ
ทรัมป์ชี้ให้สีดูภาพของตัวเอง ก่อนชี้ไปยังตำแหน่งของ “โจ ไบเดน” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ แต่แทนที่จะเป็นภาพบุคคล กลับเป็นภาพเครื่อง “Autopen” หรือเครื่องเซ็นลายเซ็นอัตโนมัติ
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับการโจมตีทางการเมืองของทรัมป์ที่เคยกล่าวหาว่า ในช่วงรัฐบาลไบเดน เครื่อง Autopen ถูกนำมาใช้ลงนามเอกสาร และทรัมป์เคยใช้ประเด็นนี้โจมตีบทบาทของอดีตประธานาธิบดี
ระหว่างที่ทรัมป์อธิบายและชี้ให้ดู สีถูกบันทึกภาพว่าหัวเราะออกมา กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ได้รับความสนใจจากผู้สังเกตการณ์ เพราะแตกต่างจากบรรยากาศเป็นทางการในช่วงก่อนหน้า
สอง ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง’ ผ่อนคลายกว่า
นอกเหนือจากสีและทรัมป์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “เผิง ลี่หยวน” และ “เมลาเนีย ทรัมป์” ก็ถูกจับตามองเช่นกัน
หลังแยกจากสามี ทั้งสองเดินทางไปเยี่ยมชม National Museum of Asian Art ของสถาบันสมิธโซเนียน โดยวูดมองว่า บรรยากาศของทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหลุดออกจากกรอบพิธีการที่รายล้อมการประชุมของสองผู้นำ
เธอสังเกตว่า ทั้งสองมีการสบตากันโดยตรง หรือ “Mutual Gaze” พร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติ และมีช่วงเวลาที่ดูเหมือนกำลังสนุกกับการสนทนาระหว่างกัน
“พวกเธออยู่ห่างจากสามี และกำลังมีช่วงเวลาที่ดี” วูดกล่าว
เมื่อทุก ‘ท่าทาง’ ถูกจับตา
ทั้งนี้ เราไม่สามารถตัดสินความคิดหรือเจตนาของผู้นำจากภาษากายเพียงอย่างเดียวได้ และการตีความท่าทางเดียวกัน อาจแตกต่างกันไปตามบริบท วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสุดยอดที่เดิมพันด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก รายละเอียดนอกเหนือจากถ้อยแถลงทางการจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
ตั้งแต่ทรัมป์เดินทางไปรับสีถึงลานบิน การก้มศีรษะและจับมือที่ทำเนียบขาว การแตะแขนและ “ตบหลังกลับ” ไปจนถึงเสียงหัวเราะระหว่างเดินชมทำเนียบขาว ล้วนกลายเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ถูกนำมาวิเคราะห์ควบคู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังประตูห้องเจรจา
เพราะในเวทีการทูตระดับมหาอำนาจ บางครั้งสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา ก็สำคัญไม่แพ้ถ้อยคำบนโต๊ะเจรจา
อ้างอิง: scmp, bbc





