นักลงทุนพลังงานชี้เอเชียเป็น “Growth Story” เม็ดเงินลงทุนมุ่งหาโอกาสใหม่ รับความต้องการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ AI-ดาต้าเซ็นเตอร์เร่งดีมานด์ไฟฟ้า แต่ต้นทุนหนี้สูง ซัพพลายเชนตึงตัว และความแตกต่างของแต่ละประเทศยังเป็นโจทย์สำคัญ
KEY POINTS
- การขยายตัวของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นความต้องการพลังงานมหาศาลในเอเชีย และดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานรอบใหม่
- ความต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล ทำให้การลงทุนในพลังงานดั้งเดิมอย่างก๊าซธรรมชาติกลับมาได้รับความสนใจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
- เอเชียถูกมองว่าเป็นภูมิภาคแห่งการเติบโตด้านพลังงานที่ยังต้องขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากชาติตะวันตก
"เอเชีย" กำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนพลังงานรอบใหม่ ทั้งจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน วิกฤติด้านความมั่นคงทางพลังงานในปีนี้กำลังทำให้นักลงทุนกลับมาทบทวนบทบาทของ "พลังงานแบบดั้งเดิม" โดยเฉพาะก๊าซ ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานด้วย
ทิศทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญบนเวที “Financing the Transition: The Trillion-Dollar Investment Challenge in 2026 and Beyond” ภายในงาน Gastech 2026 ซึ่งตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาในวันนี้อาจไม่ใช่ระบบไม่มีเงินทุน แต่คำถามคือจะทำอย่างไรให้เงินเหล่านั้น “ไปอยู่ในที่ที่ถูกต้อง”
ขณะที่ประเด็นความมั่นคงทางพลังงานที่ถูกพูดถึงอีกครั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังสร้างความต้องการพลังงานรอบใหม่ ปัจจัยเหล่านี้จะเปลี่ยนแนวทางการจัดหาเงินทุนและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในระยะยาวหรือไม่
'วิกฤติ' ดึงก๊าซกลับสู่สมการลงทุน
“ชาร์ลส์ เฟอร์เนส สมิธ” หุ้นส่วนผู้จัดการของ Samos Energy กล่าวว่า บริษัทบริหารกองทุนไพรเวทอีควิตีที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์พลังงานแบบดั้งเดิม ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่หาเงินทุนได้ยาก หรือมีแหล่งเงินทุนลดลง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นโอกาสสำหรับกองทุน แต่ในช่วงหลังสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นชัดโดยเฉพาะในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ หลังจาก "วิกฤติความมั่นคงทางพลังงาน" ทำให้รัฐบาลและบริษัทพลังงานรายใหญ่สามารถกลับมาให้น้ำหนักกับ "พลังงานแบบดั้งเดิม" มากขึ้น หรือขยับการลงทุนบางส่วนจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่กลับมายังสินทรัพย์เหล่านี้ ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในก๊าซ
“รัฐบาลและบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจมายาวนาน ตอนนี้สามารถกลับมาให้น้ำหนักกับสินทรัพย์พลังงานแบบดั้งเดิมได้มากขึ้น หรือขยับจากการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านบางส่วนกลับมายังสินทรัพย์เหล่านี้”
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่ายังคงเกิด “Disconnect” ระหว่างพลังงานที่โลกต้องการจริงๆ กับสิ่งที่ตลาดการเงินต้องการให้เงินทุน
ความไม่สอดคล้องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่แหล่งเงินทุนบางส่วนถอยออกจากพลังงานแบบดั้งเดิม แม้โลกยังมีความต้องการพลังงานเหล่านี้อยู่ ซึ่งเขามองว่าเงินทุนควรถูกจัดสรรตามความเสี่ยงที่แท้จริงของแต่ละโครงการ มากกว่าทัศนคติของสังคมที่มีต่อพลังงานแต่ละประเภท โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการถ่านหินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% น้ำมันเพิ่มขึ้น 12% ก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 24% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 3 เท่า
เงินลงทุนมุ่ง ‘Growth Story’ เอเชีย
"พอล อองตวน ตีโบต์" กรรมการผู้จัดการฝ่ายพลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมของธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าวว่า สำหรับธนาคารระดับโลก เอเชียคือภูมิภาคแห่งการเติบโต และเป็นภูมิภาคที่ธนาคารจำเป็นต้องเข้ามารองรับลูกค้าที่กำลังลงทุนและขยายธุรกิจ
ความแตกต่างจากตลาดอย่างสหราชอาณาจักร (UK) คือ UK เน้นการทดแทนและเปลี่ยนผ่านฐานสินทรัพย์พลังงานที่มีอยู่ ขณะที่เอเชียยังต้องขยายกำลังการผลิตพลังงานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย
ด้าน “คารัน คินชี” กรรมการบริหาร ฝ่ายที่ปรึกษาและการจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า สแตนชาร์ตอยู่ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่เอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสองตลาดสำคัญคือเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีแรงส่งจากการเติบโตของทั้งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และจากที่เห็นในตลาด Private Capital เริ่มมีเงินทุนจากตะวันตกเข้ามาหาโอกาสในเอเชียมากขึ้น โดยจนถึงขณะนี้ “ยังไม่เห็นการชะลอตัว แต่กลับเห็นกิจกรรมเพิ่มขึ้น”
AI เร่งเครื่องลงทุนของเอเชีย
"มาร์โก อันโตนิโอ ซานเชซ" ที่ปรึกษาอาวุโสของคณะกรรมการบริษัท Stellar Energy Global Infrastructure กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในเอเชียอย่างมาก โดยมีการลงทุนในฟิลิปปินส์และเวียดนาม และมองหาโอกาสลงทุนในการปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเดิม (Brownfield) จากการใช้น้ำมันเตาไปสู่ก๊าซ
การขยายตัวของ "ดาต้าเซ็นเตอร์" กำลังเปลี่ยนสมการการลงทุนพลังงานอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อขนาดโครงการกำลังเปลี่ยนจากระดับเมกะวัตต์ไปเป็นระดับ "กิกะวัตต์" ทำให้ความต้องการไฟฟ้าที่จ่ายได้อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ซานเชซระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีไฟฟ้า Baseload ที่สามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงต้องพิจารณาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ดังกล่าว เช่น โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) และพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR)
ซานเชซระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีไฟฟ้า Baseload ที่จ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงต้องพิจารณาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถทำได้ เช่น โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR)
ขณะที่ผู้บริหารสแตนชาร์ตมองว่า สถานการณ์ในสหรัฐแตกต่างจากเอเชีย เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาเน้นการบำรุงรักษาระบบ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพ มากกว่าการรองรับการเติบโต และขณะนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ต้องกลับมารับมือกับการเติบโตของความต้องการอีกครั้ง แต่สำหรับเอเชีย ภูมิภาคนี้อยู่บนแนวโน้มการเติบโต (growth trajectory) อยู่แล้ว
“ภูมิภาคนี้คุ้นเคยกับการเตรียมการ วางแผน จัดหาเงินทุน และลงทุนเพื่อรองรับการเติบโต และการเติบโตนั้นน่าจะเร่งขึ้นอีกเล็กน้อยจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเข้ามา”
ในมุมพลังงาน เขากล่าวว่ายังไม่เห็นการแข่งขันระหว่างการลงทุน AI กับการลงทุนพลังงาน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงหมายถึงโอกาสสำหรับกลุ่มพลังงานที่มากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ยังต้องการรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Credentials) ทำให้เกิดแรงผลักดันต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และช่วยเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนในระบบได้อีกทางหนึ่ง
‘ก๊าซ-แบตเตอรี่-พลังงานหมุนเวียน’ คือคำตอบ
กลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์เคยมองหาพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) และพยายามซื้อกำลังผลิตนิวเคลียร์ที่มีอยู่ แต่ความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ "ความเร็ว" ในการเข้าถึงกำลังผลิตกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น
สำหรับ Stellar Energy การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังรวมถึงการเปลี่ยนจากน้ำมันไปสู่ก๊าซ โดยสามารถเริ่มจากกังหันก๊าซ ก่อนพัฒนาไปสู่ Combined Cycle ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซและเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า
“ในแง่ของสเกล อย่างน้อยสำหรับสหรัฐ ผมไม่คิดว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถจ่ายไฟในระดับนั้นได้” ซานเชซกล่าว
ด้านตีโบต์ กล่าวว่า เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้ 1 ชั่วโมง ปัจจุบันเพิ่มเป็น 2, 3 และ 4 ชั่วโมงแล้ว
ในอนาคตระบบพลังงานจะเข้าใกล้การจ่ายไฟจากพลังงานหมุนเวียนได้ตลอด 24 ชั่วโมงมากขึ้น แต่ยอมรับว่าแต่ละประเทศมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน และไม่ใช่ทุกประเทศที่จะติดตั้งพลังงานหมุนเวียนได้ในปริมาณมากพอที่จะตอบโจทย์ไฟฟ้า Baseload ได้ง่ายๆ
ความต่างในเอเชียคืออุปสรรค
แม้เอเชียจะเป็นเส้นทางเติบโตของภาคพลังงาน แต่ผู้บริหาร SocGen กล่าวว่า ความท้าทายคือแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก ทั้งกฎระเบียบ วิธีการทำธุรกิจ และการพัฒนาโครงการ สำหรับธนาคารแล้ว นั่นหมายความว่าธุรกรรมในเอเชีย “ไม่สามารถทำซ้ำโมเดลเดียวกันได้ทั้งหมด”
“บางครั้งคุณต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นในทุกประเทศ” ตีโบต์ กล่าวและอธิบายว่า การทำโครงการใน "เวียดนาม" จึงแตกต่างจากการทำสินทรัพย์แบบเดียวกันในญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนและทำให้การลงทุนไม่สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วเหมือนตลาดที่มีระบบค่อนข้างเป็นหนึ่งเดียว
คินชี กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่ “มีความหลากหลายและกระจัดกระจาย” แต่ละประเทศมีปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ตลาดไฟฟ้าปลายน้ำ และตลาดก๊าซแตกต่างกัน ทำให้ความเสี่ยงและวิธีที่ธนาคารประเมินความเสี่ยงแตกต่างกันตามไปด้วย ทำให้บางครั้งไม่สามารถเดินหน้าเร็วเท่าที่ต้องการได้
ขณะที่ซานเชซ กล่าวว่า อีกเรื่องสำคัญคือ "ความเชื่อใจ" โดยจากประสบการณ์ 15 ปีแรกของเขาที่ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น การสร้างความไว้วางใจในเอเชียต้องใช้เวลา
“เราต้องทำให้เข้าใจว่าเราอยู่ที่นี่ เรามีพันธสัญญากับโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เราไม่ได้พยายามสร้างผลตอบแทนในเวลาไม่กี่ปี แต่เราต้องการอยู่ที่นี่ไปอีกหลายสิบปี และสิ่งนั้นต้องใช้เวลา”
ทว่าปัญหาคือ นักลงทุนมักไม่มีความอดทน เพราะต้องการผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการนำผู้เล่นระดับโลกเข้ามาลงทุน พร้อมแสดงให้เห็นว่าตั้งใจจะอยู่ในภูมิภาคนี้ในระยะยาว
จับตาแรงกดดัน ดอกเบี้ยสูง-ต้นทุนหนี้
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ความมั่นคงทางพลังงานจะยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการลงทุนด้านพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ "ต้นทุนทางการเงิน" ที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงการ
ตีโบต์ กล่าวว่าปัญหาแรกคือ "เงินเฟ้อ" โครงการจำนวนมากทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ไว้ในช่วงที่ต้นทุนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อผลตอบแทนของโครงการ
ปัญหาที่สองคือ "ซัพพลายเชน" ซึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเกิดการหยุดชะงักและทำให้การจัดหาอุปกรณ์ของโครงการล่าช้า ส่วนปัจจัยที่สามคือ "ดอกเบี้ย" ซึ่งโครงการต่างๆ ต้องบริหารความเสี่ยงและล็อกต้นทุนดอกเบี้ยเอาไว้ โดยเขายกตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยสวอปอิงกับ SOFR อายุ 10 ปี ซึ่งใช้เป็นตัวอ้างอิงในการล็อกต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาวของโครงการ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.60% เป็น 4.60%
“หากโครงการหนึ่งใช้เงินกู้คิดเป็น 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด และต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ผลกระทบต่อผลตอบแทนของเงินทุนในส่วนอีควิตีจะสูงมาก และนั่นทำให้โครงการเหล่านี้ชะลอตัวลง”





