วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

‘EXIM BANK’ เปิดประตูการค้าไทยสู่ไนจีเรีย–เอธิโอเปีย

หลายครั้งที่กระทรวงการต่างประเทศนำภาคเอกชนสำรวจตลาดใหม่ ๆ จะต้องมีตัวแทนจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมเดินทางไปด้วย

KEY POINTS

  • EXIM BANK ชี้ไนจีเรียและเอธิโอเปียเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการเจาะตลาด
  • สำหรับไนจีเรีย เน้นกลยุทธ์ส่งเสริมการค้าสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านการชำระเงิน
  • ส่วนเอธิโอเปียเป็นโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ
  • ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วยเครื่องมือทางการเงิน เช่น สินเชื่อเพื่อการส่งออก และการประกันการส่งออก เพื่อลดความเสี่ยงในตลาดใหม่

หลายครั้งที่กระทรวงการต่างประเทศนำภาคเอกชนสำรวจตลาดใหม่ ๆ  จะต้องมีตัวแทนจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมเดินทางไปด้วย รวมถึงการเยือนไนจีเรีย-เอธิโอเปีย ของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเยือนแอฟริกาอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศย้ำนโยบายไทยต่อแอฟริกา (Thailand Africa Initiative: TAI

กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์พิเศษ ดร.มีนา ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ผู้บริหารหญิงที่ร่วมเดินทางไปกับนักธุรกิจไทยแทบทุกทริป เห็นสภาพตลาดทั้งโอกาสและอุปสรรคที่จะช่วยต่อยอดและหาทางออกให้กับภาคเอกชนได้ 

  •  ศักยภาพไนจีเรีย-เอธิโอเปียในมุมมอง EXIM BANK 

  สิ่งที่ EXIM Bank เห็นชัดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือ แอฟริกาไม่ใช่ตลาดเดียวกัน และเราไม่ควรใช้กลยุทธ์เดียวกันกับทุกประเทศ

ไนจีเรียและเอธิโอเปียต่างเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แต่มีจุดแข็ง โครงสร้างเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้น บทบาทของ EXIM Bank  จึงต้องออกแบบเครื่องมือทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับแต่ละตลาด

สำหรับไนจีเรีย เรามองว่าเป็น  Market Opportunity    ตลาดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการอยู่แล้ว ไนจีเรียมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา และเศรษฐกิจกำลังมีสัญญาณฟื้นตัวจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน การลดการอุดหนุนเชื้อเพลิง และการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 4.43% และล่าสุด Moody’s ปรับแนวโน้มเครดิตของประเทศจาก Stable เป็น Positive แม้ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ B3

สำหรับผู้ประกอบการไทย เราจึงมองไนจีเรียเป็นตลาดที่สามารถเข้าไป ขายสินค้า ขยายคู่ค้า และสร้าง distribution network ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม “ตลาดใหญ่” ไม่ได้แปลว่า “ความเสี่ยงต่ำ” ผู้ประกอบการยังต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องคู่ค้า การชำระเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดี

ดังนั้น กลยุทธ์ของ EXIM Bank  ในไนจีเรีย คือ “ส่งเสริมการค้า ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง”

เราไม่ได้ต้องการเพียงบอกผู้ประกอบการว่าไนจีเรียเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่ต้องช่วยทำให้ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นได้จริง ตั้งแต่การหาและประเมินคู่ค้า การให้สินเชื่อเพื่อการส่งออก ไปจนถึงการใช้ประกันการส่งออกเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงิน

  •   ความแตกต่างระหว่างเอธิโอเปียกับไนจีเรีย 

 เอธิโอเปียมีเรื่องราวที่แตกต่างออกไป เราไม่ได้มองเอธิโอเปียเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เห็นโอกาสจากการที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ตั้งแต่ปี 2567 เอธิโอเปียเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ทั้งการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่กลไกตลาด การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ การปฏิรูประบบการเงินและศุลกากร และการส่งเสริมการเติบโตที่มีภาคเอกชนเป็นตัวนำ  ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารปรับตัวดีขึ้น แม้กระบวนการปฏิรูปยังไม่เสร็จสมบูรณ์และยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ดังนั้น ถ้าไนจีเรียคือโอกาสของการค้า  เอธิโอเปียก็เป็นทั้งตลาดของการค้าและการลงทุน  หมายความว่า โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งสินค้าเข้าไปขาย แต่รวมถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี การเกษตรและแปรรูปอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ของประเทศ

กลยุทธ์ของ EXIM Bank สำหรับเอธิโอเปียจึงต้องมองไกลกว่าการ finance shipment หนึ่งครั้งไปสู่การเชื่อมโยงผู้ส่งออก นักลงทุน ธนาคารท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อทำให้โครงการที่มีศักยภาพสามารถเกิดขึ้นได้จริง

  •  กลยุทธ์เด็ดสำหรับสองประเทศ

 ประเด็นสำคัญที่สุดที่ได้จากทริปนี้คือ ไนจีเรียต้องเน้นการเพิ่มมูลค่าการค้า หา buyer และ distributor ที่มีคุณภาพ และช่วยผู้ส่งออกไทยบริหารความเสี่ยงในการรับชำระเงิน ส่วนเอธิโอเปีย นอกจากการส่งออกสินค้าแล้ว ต้องมองไปถึงการลงทุน เครื่องจักร  โครงสร้างพื้นฐาน และจัดหารเงินทุนสำหรับโครงการ  รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับสถาบันการเงินในประเทศ

แต่ทั้งสองตลาดมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันที่สำคัญมาก คือ ผู้ประกอบการไทยไม่ควรเข้าไปเพียงลำพัง นี่คือพื้นที่ที่ EXIM  BANK ในฐานะหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Credit Agency: ECA) สามารถเข้ามาช่วยลดช่องว่างระหว่าง “โอกาสทางธุรกิจ” กับ “ธุรกรรมที่ธนาคารสามารถสนับสนุนได้”

  •  แผนการถัดไปหลังภารกิจเยือนแอฟริกา

 สิ่งสำคัญที่สุดคือ  เราจะไม่ให้การเดินทางครั้งนี้จบลงเพียงแค่การจับคู่ธุรกิจ  เรามองการทำงานต่อจากนี้เป็น 4 เรื่องคือ 1) นำรายชื่อและโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากภารกิจครั้งนี้มาคัดกรองว่า ธุรกรรม ใดสามารถเดินหน้าต่อได้ และ EXIM BANK สามารถเข้าไปสนับสนุนตรงไหน

2) ต่อยอดความสัมพันธ์กับธนาคารและสถาบันการเงินในไนจีเรียและเอธิโอเปีย เพื่อสร้างสะพานเชื่อมทางการเงินระหว่างผู้ซื้อในแอฟริกากับผู้ส่งออกไทย เพราะหลายครั้งผู้ซื้อมีความต้องการสินค้า แต่ข้อจำกัดอยู่ที่การเงินและโครงสร้างการชำระเงิน  

3) นำเครื่องมือประกันการส่งออก การรับประกัน และโครงสร้างสินเชื่อที่เหมาะสมเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่คุ้นเคยกับความเสี่ยงทั้งจากผู้ซื้อและจากประเทศนั้น ๆ  

4) สำหรับโครงการที่มีศักยภาพแต่ยังไม่พร้อมรับการสนับสนุนด้านเงินทุน  วันนี้ EXIM  BANK สามารถทำงานร่วมกับพันธมิตรช่วยพัฒนาโครงสร้างธุรกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ในอนาคต เพราะธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปจะพิจารณาว่า  ธุรกรรมนี้มีความพร้อมและมีความเป็นไปได้ทางการเงินเพียงพอที่จะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อในปัจจุบันหรือไม่ 

 แต่ในฐานะ ECA   คำถามของ EXIM BANK ต้องไปไกลกว่านั้นว่า

“ถ้าธุรกรรมนี้มีศักยภาพ เราจะสามารถพัฒนาและปรับโครงสร้างอย่างไร เพื่อให้โครงการมีความพร้อมและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในวันข้างหน้า"