การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอาเซียน มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป แต่การดำเนินการตาม NDCs ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสีเขียว เป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายผลประโยชน์ได้สมดุลมากขึ้น
อาเซียนถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของโลก โดย IMF ระบุว่า ปี 2025 อาเซียนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึง 4.9% อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมมาพร้อมกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมือง
เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาเซียนจึงพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจน Bain & Company และ Standard Chartered ประเมินว่ามูลค่าตลาดเศรษฐกิจสีเขียวของ SEA-6 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) จะเติบโตจาก 2.9 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 สู่ 4.3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แต่คำถามสำคัญคือ หากอาเซียนเปลี่ยนผ่านด้วยระดับความเข้มข้นของนโยบายที่ต่างกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเท่ากันในทุกประเทศหรือไม่
รายงาน Advancing the Green Economy Transition in ASEAN ของธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ประเมินผลกระทบจากเปลี่ยนผ่านของอาเซียนในแต่ละกลุ่มประเทศภายใต้ 3 สถานการณ์ ได้แก่
(1) การดำเนินการตามนโยบายเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือการลงทุนสีเขียวเพิ่มเติม
(2) การดำเนินการตามเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศยื่นไว้ (Nationally Determined Contributions: NDCs)
และ (3) การดำเนินการตาม NDCs ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสีเขียว
ผลการศึกษา พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประเทศ โดยการดำเนินการตาม NDCs อย่างเดียวส่งผลให้ GDP ของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม) ลดลง ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า (บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์) รวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา) ได้รับผลกระทบในระดับจำกัด หรือมี GDP เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการดำเนินการตามนโยบายเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือการลงทุนสีเขียวเพิ่มเติม
และหากเพิ่มการยกระดับผลิตภาพภาคเศรษฐกิจสีเขียวเข้าไปด้วยควบคู่กับการดำเนินการตาม NDCs จะช่วยบรรเทาผลกระทบในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า รวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยิ่งเติบโตแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อเพิ่มการยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสีเขียว การส่งออกของทุกกลุ่มประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตรายสาขาของอาเซียน โดยภายใต้การดำเนินการตาม NDCs ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสีเขียว สาขาการผลิต เช่น พลังงานน้ำ โลหะ และก่อสร้าง ได้ประโยชน์จากการลงทุนสีเขียวและการยกระดับเทคโนโลยี
ขณะที่สาขาอื่น เช่น สิ่งทอและป่าไม้ มีแนวโน้มการผลิตลดลง โดยมีแนวโน้มส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรทรัพยากรจากการที่ทรัพยากรถูกจัดสรรใหม่ไปยังสาขาที่มีประสิทธิภาพหรือมีความสามารถในการแข่งขันได้สูงกว่า ส่วนสาขาการผลิตดั้งเดิม เช่น เคมีภัณฑ์และเครื่องจักร มีการขยายตัวในระดับปานกลางภายใต้ NDCs แต่แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเพิ่มการยกระดับผลิตภาพ สะท้อนว่าสาขาเหล่านี้อาจต้องอาศัยการปรับโครงสร้างและการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดควบคู่กันไป
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังส่งผลต่อการจ้างงานต่างกันในแต่ละกลุ่มประเทศ โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีแนวโน้มการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งจากการดำเนินการตาม NDCs และเมื่อรวมกับการยกระดับผลิตภาพเข้าไปด้วย ขณะที่กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว กลับสูญเสียตำแหน่งงานจากการดำเนินการตาม NDCs และฟื้นตัวได้เพียงเล็กน้อย แม้เพิ่มการยกระดับผลิตภาพแล้ว สะท้อนความจำเป็นของนโยบายรองรับแรงงาน
ดังนั้น จะเห็นว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านไม่เท่ากัน บางกลุ่มประเทศต้องแบกรับผลกระทบการเปลี่ยนผ่านมากกว่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตาม NDCs ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสีเขียว เป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของการเปลี่ยนผ่าน และช่วยให้ผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านกระจายได้สมดุลมากขึ้น





