ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นหลังจากซาอุดีอาระเบียสั่งปิดท่อส่งน้ำมันดิบสายหลัก ส่งผลกระทบต่อเส้นทางสำคัญที่ใช้เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสงครามอิหร่าน-สหรัฐ
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรง หลังซาอุดีอาระเบียสั่งปิดท่อส่งน้ำมันดิบสายหลักจากเหตุโจมตี ซึ่งกระทบเส้นทางที่เคยใช้หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสงครามสหรัฐ–อิหร่าน และยิ่งทำให้วิกฤตพลังงานโลกเลวร้ายลง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงโลกปรับขึ้นเข้าใกล้ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช้าวันจันทร์นี้ (14 ก.ย. 69) หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 9% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ใกล้ 103 ดอลลาร์ นอกจากนี้ก๊าซธรรมชาติยุโรปก็ปรับขึ้นเช่นกัน โดยพุ่งสูงสุดถึง 3.8% ซาอุดีอาระเบียกล่าวเมื่อปลายวันศุกร์ว่าได้หยุดเดินระบบท่อส่งตะวันออก-ตะวันตก (East-West pipeline) เป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย หลังเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันก่อน และยังไม่มีสัญญาณว่าจะกลับมาเปิดเดินระบบเมื่อใด
“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับระยะเวลา” จูน โกะห์ นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันอาวุโสของ Sparta Commodities SA กล่าว หากการไหลเวียนของน้ำมันกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบก็ควรจำกัด เพราะสามารถดึงน้ำมันจากคลังที่เมืองยันบุ ซึ่งอยู่ปลายด้านตะวันตกของท่อส่งมาใช้ได้ แต่ถ้าปิดยืดเยื้อ ก็อาจบีบให้ต้องลดกำลังการผลิตลง เธอกล่าวเสริม
ในด้านการทูต การประชุมที่วางแผนไว้ในวันจันทร์ระหว่างอิหร่านกับหลายชาติอ่าวอาหรับเพื่อหารือการสร้างเส้นทางเดินเรือชั่วคราวผ่านฮอร์มุซถูกเลื่อนออกไป ตามคำกล่าวของบัดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ก่อนหน้านี้บาห์เรนระบุว่าจะไม่เข้าร่วม โดยอ้างเหตุผลส่วนหนึ่งจากการโจมตีท่อส่ง East-West ขณะที่สำนักข่าวแอ็กซิออส รายงานว่า ริยาดเองก็มีข้อกังวลต่อแผนดังกล่าวด้วย
บรรดาผู้ค้ายังประเมินผลกระทบในระดับภูมิภาคจากการรุกคืบทางทหารอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านตามแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน การรุกดังกล่าวอาจทำให้กลุ่มสามารถควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางทะเลอีกแห่งที่สำคัญยิ่ง
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแล้ว 77% ในปีนี้ จากความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านที่ลุกลามทั่วภูมิภาค ทำให้การส่งออกถูกจำกัดและสร้างความโกลาหลให้กับตลาดเดินเรือ เมื่อเตหะรานและวอชิงตันต่างยื้อแย่งอิทธิพลเหนือฮอร์มุซ ท่อส่ง East-West จึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญในการพยุงการส่งออกน้ำมัน
วิกฤตที่ยืดเยื้อได้ส่งแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อให้เศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างเบนซินและดีเซลให้สูงขึ้น ข้อมูลสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วชี้ว่าราคาสินค้ายังคงปรับขึ้นในเดือนสิงหาคม ทำให้ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
อิรักก็เคลื่อนไหวเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีท่อส่งน้ำมันสำคัญของซาอุฯ ซึ่งมีกำลังการขนส่งราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และลำเลียงน้ำมันข้ามประเทศไปยังท่าเรือทะเลแดง หลังพบว่าการโจมตีดังกล่าวถูกยิงมาจากภายในประเทศ
ฝั่งสหรัฐ รัฐมนตรีคลังสก็อตต์ เบสเซนต์กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อธนาคารรายใหญ่แห่งหนึ่งในวันจันทร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันให้เตหะรานยอมจำนน ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐก็กำลังบังคับใช้การปิดล้อมท่าเรือของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เพื่อบีบให้การส่งออกพลังงานของประเทศชะลอตัวลง
ตัวชี้วัดในตลาดบ่งชี้ถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอุปทานระยะสั้น ส่วนต่างราคาเบรนท์สัญญาใกล้สุด (Brent prompt spread) ซึ่งคือส่วนต่างระหว่างสองสัญญาใกล้สุด อยู่ที่ 5.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในภาวะ backwardation (ราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาส่งมอบอนาคต) เพิ่มขึ้นจาก 3.84 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นรูปแบบตลาดขาขึ้น (bullish) เพราะราคาสัญญาใกล้สุดแพงกว่าสัญญาถัดไปในลำดับ
- อัปเดตราคาช่วงเช้าวันจันทร์ (14 ก.ย. 69)
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนปรับขึ้น 3.1% สู่ระดับ 107.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 6:27 น. ที่สิงคโปร์
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคมปรับขึ้น 2.8% สู่ระดับ 102.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
////





