สหรัฐจัดเก็บภาษีอัตราสูงต่อโซลาร์เซลล์จากอินเดีย อินโดนีเซีย และลาว หลังพบพฤติกรรมทุ่มตลาดด้วยการขายสินค้าราคาถูกในสหรัฐ
KEY POINTS
- สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์และแผงโซลาร์เซลล์จากอินเดีย อินโดนีเซีย และลาวในอัตราสูง
- การเก็บภาษีเป็นผลจากการตรวจสอบที่พบว่าผู้ผลิตใน 3 ประเทศมีพฤติกรรมทุ่มตลาดและได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม
- มีการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (สูงสุด 123.04%) และภาษีตอบโต้การอุดหนุน (สูงสุด 173.7%)
- คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USITC) จะพิจารณาชี้ขาดขั้นสุดท้ายในเดือนตุลาคม ก่อนออกคำสั่งเก็บภาษีอย่างเป็นทางการ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ประกาศใช้มาตรการจัดเก็บภาษีอัตราสูงสำหรับการนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์และแผงโซลาร์เซลล์จากอินเดีย อินโดนีเซีย และลาว หลังจากผลการตรวจสอบพบว่าผู้ผลิตในประเทศดังกล่าวมีพฤติกรรมทุ่มตลาดด้วยการขายสินค้าราคาถูกในสหรัฐ และได้รับผลประโยชน์จากการอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐบาล
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้กำหนดอัตราตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping margins) สำหรับผู้ผลิตในอินเดียที่ระดับ 123.04% อินโดนีเซีย 94.36% และลาว 65.43%
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดอัตราภาษีตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing duty rates) สำหรับผู้ผลิตจากอินเดียที่ 126.09% ขณะที่ผู้ผลิตในอินโดนีเซียต้องเผชิญกับอัตราภาษีระหว่าง 73.2-173.7% และผู้ผลิตในลาวถูกเรียกเก็บในอัตรา 82.03-153.67%
สหรัฐเริ่มสอบสวนทางการค้าจากการผลักดันของพันธมิตรเพื่อการผลิตและการค้าโซลาร์เซลล์แห่งอเมริกา (Alliance for American Solar Manufacturing and Trade) ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ในสหรัฐ อาทิ First Solar, Hanwha Qcells และ Mission Solar Energy
ทิม ไบรท์บิลล์ หัวหน้าทนายความของกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า คำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายการค้าและฟื้นฟูการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ผลิตและแรงงานในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของสหรัฐ พร้อมย้ำว่าจะเฝ้าระวังข้อมูลการนำเข้าอย่างใกล้ชิดและจะตามจับตาผู้กระทำผิดไม่ว่าจะย้ายฐานการผลิตไปที่ใดก็ตามในอนาคต
คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (U.S. International Trade Commission - USITC) มีกำหนดจะพิจารณาตัดสินชี้ขาดในวันที่ 14 ต.ค. นี้ว่า การนำเข้าดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญหรือเป็นภัยคุกคามต่อผู้ผลิตในประเทศหรือไม่ หากคณะกรรมาธิการมีมติเห็นชอบ คาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีขั้นเด็ดขาด (Final duty orders) ภายในเดือน พ.ย.
คดีนี้นับเป็นมหากาพย์ล่าสุดในข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายปีในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ โดยสหรัฐได้เริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และภาษีตอบโต้การอุดหนุนกับสินค้าโซลาร์เซลล์จากจีนครั้งแรกเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญที่บีบให้ผู้ผลิตจีนต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียจนถึงปัจจุบัน





