วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ อีกครั้ง กดดัน ‘เอเชีย’ หนัก ซ้ำเติมนโยบายการคลัง-เงินเฟ้อ

วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จุดชนวนความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ทั่วภูมิภาคเอเชีย ชี้กลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิตกที่นั่งลำบาก ด้าน “ค่าเงินบาท” ทรุดตัวหนักสุดในภูมิภาค 0.7% ขณะที่ฐานะการคลังเริ่มถึงขีดจำกัด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยส่อขาดดุลแตะระดับ 1 แสนล้านบาท บีบรัฐบาลอาจต้องกู้เงินอุ้มราคาพลังงาน

ประเทศผู้นำเข้าสุทธิพลังงาน (Net Importer) ในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญบททดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยังคงยืดเยื้อ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ “เงินเฟ้อ” ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่การดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังของหลายประเทศเริ่มถึงขีดจำกัด

วันนี้ (11 ก.ย.69) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเหตุโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่สหรัฐ และอิหร่านส่งสัญญาณเตรียมพร้อมสำหรับภาวะสงครามยืดเยื้อ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย รวมถึงอินโดนีเซีย และไทย ที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ผู้กำหนดนโยบายทั่วทั้งเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันในการ “พยุงกำลังซื้อ” ของภาคครัวเรือน และธุรกิจ แต่ภาวะการขาดดุลงบประมาณสะสมร่วมกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายประคองเศรษฐกิจเหลือน้อยลงทุกที

"ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้นำความกังวลเรื่องเงื่อนไขการค้า อัตราเงินเฟ้อ และแผนการคลังระยะกลาง กลับมาเป็นโจทย์สำคัญอีกครั้ง" วี คูน ชอง นักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ BNY ฮ่องกง กล่าว

ค่าเงินเอเชียอ่อนตัว บาทไทยร่วงแรงสุดในภูมิภาค

แรงกดดันด้านราคากระจายตัวออกจากภาคการขนส่งไปยังหมวดอาหาร สาธารณูปโภค และที่อยู่อาศัย 

ขณะที่สกุลเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชียเช้าวันนี้ ส่วนใหญ่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดย “ค่าเงินบาท” ของไทยปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดในภูมิภาคถึง 0.7% ตามมาด้วยรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่ลดลง 0.4% 

ขณะเดียวกันสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Swaps) ของน้ำมันดีเซลในเอเชียพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าของอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดิบเบรนท์ เช่นเดียวกับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ซึ่งกดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ไบรอัน ลี นักเศรษฐศาสตร์ประจำ Maybank Securities Pte. สิงคโปร์ ชี้ว่าราคาอาหารกำลังได้รับผลกระทบจากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และปรากฏการณ์เอลนีโญ เขากล่าวว่า 

"เมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแนวโน้มบรรเทาลง ธุรกิจที่เคยชะลอการขึ้นราคาเพราะความกังวลด้านอุปสงค์ ท้ายที่สุดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเพื่อรักษาอัตรากำไรไว้"

ธนาคารกลางเล็งขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

แนวโน้มเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวผลักดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งเตรียมขยับนโยบายการเงิน โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)  มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์หน้า ขณะที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน

ด้านธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังจากอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ในเดือนส.ค. ยังอยู่ที่ 6.1% และพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 3%

ฐานะการคลังตึงตัว 

พื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศในเอเชียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกาหลีใต้ และไทยมีภาระรายจ่ายเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่อินโดนีเซียต้องตัดลดงบประมาณส่วนอื่นเพื่อนำมาชดเชยค่าพลังงาน ส่วนมาเลเซียที่เพิ่งขยายโควตาการอุดหนุนน้ำมันเพื่อเอาใจมวลชนก่อนการเลือกตั้งก็อาจต้องใช้งบประมาณสูงกว่าที่คาดการณ์

มารี เอลกา ปังเกสตู รองประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ อินโดนีเซีย กล่าวในงานสัมมนาว่า "จากการคำนวณของเราในขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่าเรายังต้องเผชิญกับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ 90 ดอลลาร์ จากเดิมที่สมมติฐานงบประมาณของเราตั้งไว้ที่ 70 ดอลลาร์ ทำให้ตอนนี้เราต้องบริหารจัดการบนฐานตัวเลข 90 ดอลลาร์"

กองทุนน้ำมันไทยส่อขาดดุลแสนล้าน

สำหรับประเทศไทย ภูรี สิรสุนทร รองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินว่าฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 8.3 หมื่นล้านบาท ไปแตะระดับ 1 แสนล้านบาท 

"หากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ รัฐบาลไทยอาจจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาชดเชยราคาเชื้อเพลิงให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่องบประมาณการคลังที่ตึงตัวอยู่แล้ว" ภูรี กล่าว

ความไม่แน่นอนยังยืดเยื้อ

แม้หลายประเทศในเอเชียได้ดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ และกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง แต่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก

HSBC Holdings Plc ออกบทวิเคราะห์เตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ (New Normal) ที่เส้นทางขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์ในปีนี้ และ 85 ดอลลาร์ในปี 2570

"สมมติฐานพื้นฐานใหม่ของเราประเมินว่า ความเข้าใจระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นนั้นเปราะบาง และพร้อมจะพังทลายลงได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ภาวะตลาดตึงตัวจะดำเนินไปยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้"

 

 

 

ที่มา: บลูมเบิร์ก

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์