กระทรวงการคลัง เดินเกมครั้งใหม่เพื่อพยายามกดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวจากระดับสูงสุดรอบหลายปี ทำให้ยีลด์พันธบัตรสหรัฐลดทันที และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ดำเนินการเพื่อลดต้นทุนกู้ยืมระยะยาว
เพียงสองสัปดาห์หลังประกาศตารางการซื้อคืนพันธบัตรสำหรับไตรมาสนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุเมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค.2569 ว่า กำลัง “เพิ่มขนาดการซื้อคืนเพื่อเสริมสภาพคล่องอย่างน้อยเป็นสองเท่า” สำหรับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 - 30 ปี
กระทรวงการคลังสหรัฐ สั่งเพิ่มขนาดวงเงินการรับซื้อคืนพันธบัตรขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว จากรอบละ 2,000 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. - 4 พ.ย. นี้
แผนใหม่ดังกล่าวกดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 3 เดือน และฉุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีลดลงถึง 10 จุดเปอร์เซนต์ มาอยู่ที่ 5.18% ห่างจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 20 ปีก็ลดลงเช่นกัน จนทำให้นักลงทุนแสดงความต้องการซื้อพันธบัตรอายุ 20 ปีวงเงิน 16,000 ล้านดอลลาร์ในการประมูลครั้งล่าสุดอย่างค่อนข้างจำกัด
ระดับบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้ดอกเบี้ยจำนองและต้นทุนการกู้ยืมประเภทอื่นในสหรัฐอยู่ระดับสูงเป็นแรงต้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และอาจเป็นปัญหาสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกพรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.2569 และดันต้นทุนกู้ยืมของกระทรวงการคลังให้สูงขึ้น ทำให้เส้นทางหนี้สาธารณะที่ชันอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก
รัฐบาลสหรัฐฝืนตลาดบอนด์
แจ็ก แมคอินไทร์ ผู้จัดการพอร์ตของบริษัท Brandywine Global Investment Management กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องการ “ชัยชนะ” บางอย่าง และชัยชนะอาจมาในรูปแบบการพยายามกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวลงอย่าง “ไม่เป็นธรรมชาติ” โดยต้องทำอะไรสักอย่าง
เพราะมุมมองต่อพันธบัตรระยะยาวทั่วโลกตอนนี้เป็นเชิงลบมากสุดเท่าที่เคยเห็นในรอบเวลาอันยาวนาน
อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาดูผลของมาตรการจะนานแค่ไหน เพราะสิ่งที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลงคือเศรษฐกิจชะลอ หรือการได้ข้อยุติสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้อาจยังไม่ไปถึงจุดนั้น
ก่อนหน้านี้ พันธบัตรรัฐบาลอายุยาวทั่วโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสำคัญ โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 และการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงสุดในรอบตั้งแต่ปี 2007 เช่นกัน ขณะที่การประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปีในวันถัดมามีอัตราผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001
“ถ้ายีลด์ขึ้นสูงเกินไป กระทรวงการคลังก็จะพยายามสู้กลับ และตอนนี้เราก็พอเห็นแล้วว่าจุดที่พวกเขาเริ่มเจ็บปวดอยู่ตรงไหน” จอห์น บริกส์ หัวหน้ากลยุทธ์ดอกเบี้ยสหรัฐจากธนาคาร Natixis North America กล่าว
ก่อนหน้านี้สองสัปดาห์ กระทรวงการคลังสหรัฐ เคยระบุว่า คาดว่าจะซื้อคืนพันธบัตรรุ่นเก่า (off-the-run) มูลค่าสูงสุด 38,000 ล้านดอลลาร์เพื่อ “เสริมสภาพคล่อง” ขณะที่ปฏิทินเบื้องต้นสำหรับช่วงวันที่ 9 ก.ย. - 4 พ.ย. ระบุว่าจะซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี รวมกันสูงสุด 14,000 ล้านดอลลาร์
การเพิ่มอย่างน้อยสองเท่าจากตัวเลขนี้ หมายถึงยอดซื้อคืนเพิ่มขึ้นอีกราว 14,000 ล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น “ดอลลาร์” เสี่ยงเป็นผู้แพ้รายใหญ่ การเข้าแทรกแซงครั้งใหญ่ของสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เพื่อสกัดต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น กำลังทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าในท้ายที่สุดแล้ว “ดอลลาร์สหรัฐ” จะเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับผลกระทบ
บลูมเบิร์กระบุว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นจุดเปลี่ยน โดยรัฐบาลวอชิงตัน กำลังเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้มีความพยายามอื่นๆ เพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเช่นกัน
และความเคลื่อนไหวเหล่านี้กำลังจุดความกังวลขึ้นมาอีกครั้งว่า นโยบายของสหรัฐอาจบั่นทอน “ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์” และผลักดันให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ทางเลือก
เจอรัลด์ แกน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของบริษัทบริหารความมั่งคั่ง Reed Capital กล่าวว่า ดอลลาร์จะเป็นผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุดอย่างแน่นอน โดยเชื่อว่า “เบสเซนต์กำลังจงใจกดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงระยะยาวลง และส่งสัญญาณว่าสหรัฐพร้อมยอมรับดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเพื่อประคองเศรษฐกิจ” ซึ่งเขาระบุด้วยว่าจะกระจายการลงทุนออกจากดอลลาร์มากขึ้น
หนี้สหรัฐพุ่งสูงสุดประวัติการณ์
หนี้สาธารณะสหรัฐ “พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์” (ราว 1,300 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในสามภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณระดับสูง และต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จนเกิดความกังวลว่า สหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ “Doom Loop” หรือ “วงจรหนี้มรณะ” ที่ยิ่งกู้ ยิ่งเสียดอกเบี้ย และยิ่งต้องกู้เพิ่ม
ข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า ณ วันอังคาร ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะคงค้าง อยู่ที่ 40.05 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 30 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เพิ่งถูกทำลายไปเมื่อเดือนม.ค.2565
ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงขนาดของหนี้แต่คือ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น หลังนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น โดยการประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปีล่าสุด “มีต้นทุนสูงที่สุดในรอบ 25 ปี” ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีมีต้นทุนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550
ผลที่ตามมาคือ ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐ ในปีงบประมาณ 2569 จนถึงขณะนี้พุ่งแตะ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และกลายเป็นรายจ่ายใหญ่อันดับ 3 ของรัฐบาล รองจากสาธารณสุข และประกันสังคม
นักวิเคราะห์มอง “Fiscal Operation Twist”
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงการแทรกแซงครั้งนี้ว่าเป็น “Fiscal Operation Twist”
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ กลยุทธ์ Operation Twist มักเป็นเครื่องมือของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปกว้านซื้อพันธบัตรระยะยาว หวังดึงดอกเบี้ยตัวยาวให้ต่ำลงโดยไม่สร้างภาระขยายงบดุลเพิ่ม
แต่รอบนี้ “ผู้คุมเกม” เป็นกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งกลไกดังกล่าวทำงานโดยการที่กระทรวงการคลังเร่งออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น หรือ T-Bills เพิ่มขึ้น แล้วนำสภาพคล่องที่ได้ไปไล่รับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรุ่นเดิม ในอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี พร้อมขยายกรอบวงเงินซื้อคืนขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว เพิ่มเป็น “อย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์” เพื่อแก้ปัญหานักลงทุนหยุดซื้อที่ยืดเยื้อตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.
สหรัฐหวั่นวิกฤติหลายภาคส่วน
ดร.อมรเทพ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า การซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐสะท้อนความพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้ตลาดพันธบัตรแย่ลง เนื่องจากหากปล่อยสถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ขัดขวางจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งขึ้นเร็ว
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนอาจเป็นชนวนจุดวิกฤติให้เกิดขึ้นหลายภาคส่วน โดยเฉพาะต้นทุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้นตาม รวมถึงการดึงให้ต้นทุนธุรกิจรวมสูงขึ้น จนภาคการคลังอาจรับมือไม่ไหว
ดังนั้น การขยับตัวของกระทรวงการคลังสหรัฐครั้งนี้เป็นสเต็ปแรกที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจไม่ให้พังทลายลง
นอกจากปัญหาภายในสหรัฐแล้วปัจจัยลบอื่นที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในอิหร่าน หนี้ภาคสาธารณะสหรัฐที่สูงขึ้นไม่หยุด รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นยังเทขายพันธบัตรสหรัฐต่อเนื่อง ดังนั้นตราบใดที่ปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขทั้งระบบ มาตรการที่สหรัฐทำอยู่ตอนนี้เป็นเพียง“การซื้อเวลา”
“การแทรกแซงโดยใช้เม็ดเงินรัฐมีข้อจำกัด เพราะปริมาณเงินมีจำกัด และทุกการกระทำล้วนมีผลข้างเคียง เช่น การที่ภาครัฐไล่ซื้อพันธบัตรตัวยาวเพื่อกดดอกเบี้ยลงจะทำให้ต้องลดการซื้อพันธบัตรตัวสั้นลง ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนส่วนอื่นของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้"
จับตาเงินบาทแข็งค่าระยะสั้น
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของตลาดอาจพลิกผันได้ตลอดหากนักลงทุนเริ่มมองเห็นว่าปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง
มุมมองที่กระทบต่อไทยทำให้นักลงทุนมองดอลลาร์สหรัฐเริ่มน่าสนใจลงทุนลดลง ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลกลับสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อีกครั้งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
และในทางกลับกัน ค่าเงินบาทของไทยก็กลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่การแข็งค่าต้องจับตาว่าจะอยู่ในด้านเพียงใดเพราะการแทรกแซงจากภาครัฐมักจะมีผลในระยะเวลาที่จำกัดเท่านั้น
ในมุมไทยให้ระมัดระวังค่าเงินเป็นหลัก โดยมองว่าความผันผวนยังอยู่ทิศทางเงินบาทอาจแข็งค่าระยะสั้น และไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะเปลี่ยนทิศทางแนวโน้ม นักลงทุนจึงไม่ควรประมาท เพราะหากปัจจัยพื้นฐานหรือสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป เงินทุนพร้อมไหลจากไทยทันที เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐคงสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) นักลงทุนทั่วโลกหันพึ่งพาเสมอ
“บอนด์ไทย” ลดลงตามสหรัฐ
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า การซื้อคืนพันธบัตรมีเป้าหมายสำคัญในการลดแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่อยู่ระดับสูง
ซึ่งส่งผลทั้งต่อต้นทุนการบริหารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐและต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันยังมีนัยต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกและตลาดการเงินของไทย
สาเหตุสำคัญ ที่สหรัฐซื้อคืนพันธบัตรช่วงนี้ มาจากการที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลโดยตรง เพราะเมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจากการบริหารจัดการหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วย
การซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐเป็นการพยายามสร้างอุปสงค์ในตลาดพันธบัตรระยะยาว เพื่อให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศของตลาดหุ้นด้วย
สำหรับผลกระทบมายังไทย หากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับลดลงจากมาตรการนี้ก็มีโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตรไทยจะปรับลดลงตามไปด้วย แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดพันธบัตรไทยโดยปกติมีทิศทางเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับตลาดพันธบัตรสหรัฐในระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่น่าความสนใจคือ หากเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าพันธบัตรไทยมีการปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหลายประเทศอย่างชัดเจน
กระทบตลาดพันธบัตรไทยไม่มาก
สำหรับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 50 Bsp ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 70-80 Bsp แต่ไทยเพิ่มเพียง 20 Bsp
สะท้อนความแข็งแกร่งตลาดพันธบัตรไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติต่อรัฐบาลไทยและทิศทางนโยบายการคลังที่อยู่ระดับนักลงทุนยอมรับได้ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรไทยไม่ปรับขึ้นแรงเหมือนบางประเทศ
ดังนั้น หากมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐช่วยลดผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐได้จะเป็นปัจจัยเสริมให้ผลตอบแทนพันธบัตรไทยมีโอกาสลดลงอีกเล็กน้อย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ผลของมาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยสนับสนุนตลาดได้บ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นรุนแรง เพราะตลาดหุ้นไทยยังต้องพึ่งพาโมเมนตัมและ Sentiment จากตลาดโลกเป็นสำคัญ
หากตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นเอเชีย ได้รับแรงหนุนจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน หุ้นไทยก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหากต้นทุนทางการเงินในระดับประเทศไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากจนเกินไป
ในมุมของบริษัทจดทะเบียน การที่ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไปจะช่วยลดแรงกดดันจากภาระดอกเบี้ย และเอื้อต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ส่วนภาคธนาคารแม้ในเชิงทฤษฎีการลดลงของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอาจไม่ได้เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร แต่สำหรับประเทศไทย ภาคธนาคารยังมีความมั่นคงสูง และยังสามารถเติบโตและดำเนินไปได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งของระบบธนาคาร



