วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

IFC ชี้ไทยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง รับคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์-AI-อีวี แต่โจทย์ใหญ่คือเปลี่ยนเม็ดเงินเป็น “งาน-ผลิตภาพ” หลังบริษัทไทยใช้ AI เพียง 12% และยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อีกราว 80,000 คน เร่งต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตเดิมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

KEY POINTS

  • IFC ภายใต้ World Bank Group มองว่าเป้าหมายของการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่การดึงดูดเม็ดเงิน แต่ต้องนำไปสู่การสร้างงานและประโยชน์ให้แก่บริษัทไทย
  • หัวใจสำคัญคือการผลักดันให้ภาคเอกชนและ SMEs ไทยนำเทคโนโลยี AI ที่มาพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ไปใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ
  • ไทยยังมีความท้าทายในการใช้ประโยชน์จาก AI โดยมีบริษัทไทยใช้เทคโนโลยีนี้เพียง 12% และยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้อีกราว 80,000 คน

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และเม็ดเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต "ประเทศไทย" กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่คือจะใช้โอกาสจากเงินทุน เทคโนโลยี และฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ เพื่อสร้างการเติบโตรอบใหม่ "Re-invent Thailand" ได้อย่างไร

“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ "อาร์โนด์ ดูปัวซาต์" (Arnaud Dupoizat) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการพัฒนาภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ถึงมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โอกาสจาก AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และอีวี ตลอดจนโจทย์สำคัญในการเปลี่ยนคลื่นการลงทุนครั้งใหม่ให้สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และพาไทยขยับขึ้นไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เศรษฐกิจโลกโตช้า โจทย์น่ากังวลคือ ‘งาน’

ดูปัวซาต์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอลง ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่มธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวราว 2.5% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4% จากแรงกดดันทั้งราคาพลังงานและความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะสูงขึ้นจากวิกฤติปุ๋ยและราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเหลือราว 3.5% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามความผันผวนในระยะสั้นไป ดูปัวซาต์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าก็คือ “วิกฤติการจ้างงาน” (Jobs Crisis) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในระยะยาว โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานใหม่เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง

“ช่องว่างดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เรามองว่าจะต้องรับมือในระยะยาว นอกเหนือจากปัญหาการเติบโตที่ชะลอลงในระยะสั้น”

 

‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยเหตุนี้ “การสร้างงาน” จึงถูกวางไว้เป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์กลุ่มธนาคารโลก เพราะงานไม่เพียงเกี่ยวข้องกับรายได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของคน การรักษาแรงส่งของการเติบโต และการทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคมนาคม พลังงาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานในเมือง ควบคู่กับการลงทุนในทุนมนุษย์ทั้งการศึกษา ทักษะ และสาธารณสุข การปรับกฎระเบียบและนโยบายให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคเอกชน ตลอดจนการระดมเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารโลกยังมองเห็นศักยภาพการสร้างการเติบโตและการจ้างงานใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เกษตรและธุรกิจเกษตร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และ การผลิตมูลค่าสูง (Higher Value Manufacturing)

‘พื้นฐาน’ ไทยแกร่งพร้อมต่อยอดใหม่

เมื่อกลับมามองประเทศไทย ดูปัวซาต์มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตค่อนข้างช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาด “พื้นฐาน” ที่แข็งแกร่ง

“ประเทศไทยไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ จริงๆ แล้วไทยเริ่มต้นจากสถานะที่มีจุดแข็ง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชะลอตัวลง ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพก็ลดลง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตแข็งแกร่งอย่างไทย

อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยด้าน "ประชากร" ที่เคยเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยกำลังกลับกลายเป็นแรงฉุด จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำมาก ขณะที่การเติบโตที่เกิดขึ้นยังมีลักษณะกระจุกตัว ทั้งในเชิงพื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และในกลุ่มบริษัทที่มีผลิตภาพสูงเพียงบางส่วน

การเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายลงไปถึงผู้ประกอบการ MSMEs และบริษัทขนาดกลางอย่างทั่วถึง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ยังมีผลิตภาพต่ำกว่า และไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำ

3 โจทย์พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

สำหรับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ดูปัวซาต์ระบุว่า กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุนความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย แต่การไปถึงเป้าหมายในช่วงเวลาอีกเพียงกว่าหนึ่งทศวรรษจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ

ด้านแรกคือ การลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตได้

ด้านที่สองคือ "ทุนมนุษย์" (Human capital) โดยไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและลงทุนเพิ่มเติมทั้งในด้านทักษะใหม่และการศึกษา ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ขณะที่ด้านที่สามคือ การรักษา "แรงส่ง" ของการปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎระเบียบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทใหม่ที่มีพลวัตสามารถเกิดและเติบโตขึ้นได้

‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

“เราสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งอยู่ใกล้มากแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งลงทุนในทุนมนุษย์ และเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง”

ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องไม่จบแค่ ‘เงินลงทุน’

ท่ามกลางคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหาร IFC มองว่าไทยมีศักยภาพสูง และยุทธศาสตร์ในการดึงดูดอุตสาหกรรมเหล่านี้ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจ เพราะไทยกำลังต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่เดิม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และสถานะหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาค

แต่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เขาย้ำว่า “การได้รับเงินลงทุน” ไม่ควรเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง

“การได้รับเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง การลงทุนเหล่านี้ต้องถูกนำมาใช้เพื่อสร้างงานให้คนไทย และสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทไทย”

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องทำให้ AI ที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในระบบเศรษฐกิจไทย สร้างงานในประเทศ และถูกนำไปใช้โดยบริษัทไทยจำนวนมากขึ้น

“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องทำให้ AI ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้นในเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างงานในประเทศ เราต้องทำให้บริษัทจำนวนมากขึ้นนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ และต้องมียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเพื่อให้ภาคเอกชน รวมถึงภาคการผลิต นำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับการผลิตอย่างแท้จริง”

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยเองก็มีต้นทุนเดิมที่แข็งแกร่ง โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอาเซียน และประมาณ 10% ของการผลิตรถยนต์ในไทยเป็นอีวีแล้ว

ดังนั้น โจทย์ต่อไปไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการผลิตเดิม แต่คือการทำให้ไทยสามารถ ขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า ของการผลิตมูลค่าสูงและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

ไทยไม่ขาด ‘เงินทุน’ แต่ต้องใช้ให้ถูกที่

คำถามสำคัญจึงตามมาว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่

ผู้บริหาร IFC ชี้ว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทยคือ "ภาคการเงินและตลาดทุนที่มีความลึก" ดังนั้น โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการหาเงินทุนใหม่ แต่คือการทำให้เงินออมและเงินทุนที่ไทยมีอยู่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา "ยังไม่ได้ใช้ให้ถูกที่มากนัก"

“ภาคการเงินและตลาดทุนของไทยมีความลึกมาก ดังนั้น โจทย์คือการทำให้แน่ใจว่าเงินออมและเงินทุนของไทยถูกนำไปใช้ในทิศทางเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมา ผลิตภาพหรือการลงทุนไม่ได้ถูกนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่สร้างผลิตภาพสูงที่สุดเสมอไป”

แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ หากผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่แห่ง

“หากต้องการให้การเติบโตมีความทั่วถึง ผลประโยชน์ไม่สามารถตกอยู่กับบริษัทชั้นนำเพียง 1-2% เท่านั้น เทคโนโลยีอย่าง AI ต้องถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางขึ้นโดยบริษัทไทยและ SMEs และต้องทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกหรือบริษัทข้ามชาติได้”

 AI โอกาสใหญ่ที่ไทยยังใช้ไม่เต็มที่

เมื่อถามถึงโอกาสที่ประเทศไทยอาจกำลัง “ประเมินต่ำเกินไป” ดูปัวซาต์ชี้ไปที่ AI โดยมองว่า หนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดคือการนำ AI เข้ามายกระดับฐานการผลิตของไทย โดยเฉพาะอีวีและการผลิตมูลค่าสูง เพื่อทำให้ไทยยังคงเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน AI จะต้องถูกฝังเข้าไปในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างกว้างขวางขึ้น และกลายเป็นเครื่องยนต์ของนวัตกรรม โดยเฉพาะการสร้างบริษัทใหม่และบริษัทที่มีพลวัต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องยนต์การเติบโตอื่นๆ เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของไทยยังมีอยู่มาก โดยดูปัวซาต์อ้างถึงข้อมูลที่ระบุว่า บริษัทไทยเพียงประมาณ 12% ใช้ AI ขณะที่ไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อีกราว 80,000 คน

“มีตัวเลขหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือมีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้ AI ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะเดียวกัน เราประเมินว่าไทยยังขาดบุคลากรด้าน AI อยู่ประมาณ 80,000 คน คำถามจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสร้างหรือดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาได้อย่างไร เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสจาก AI ได้”

‘ภูมิอากาศ-พลังงาน’ สองความเสี่ยงไทย

ในอีกด้านของโอกาสคือความเสี่ยง ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าประเทศไทยมีโจทย์สำคัญที่ท้าทาย 2 ด้านคือ ความสามารถในการรับมือกับ "ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ" และ "ด้านพลังงาน"

ในมิติแรก ไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยเฉพาะ "น้ำท่วม" ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 2 ใน 3 ของจีดีพี กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมหาอุทกภัยปี 2011 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจได้เพียงใด

ดังนั้น นอกจากการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจแล้ว การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปสู่ "เมืองรอง" ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ

ส่วนด้านพลังงาน ไทยยังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ขณะที่ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% การกระจายแหล่งพลังงานและโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจึงมีความสำคัญต่อความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของไทยในอนาคต

FDI ต้องเปลี่ยนเป็น ‘งาน-ผลิตภาพ’

แม้โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แต่ดูปัวซาต์ไม่ได้มองว่าประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงของประเทศไทยเพียงด้านเดียว แต่ยังเป็นโอกาสและสินทรัพย์อย่างหนึ่งของประเทศ และช่วยให้ไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตและความมั่งคั่งร่วมกันมากกว่าหลายภูมิภาค

“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เรากังวลมากที่สุดสำหรับประเทศไทย สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญจริงๆ คือทำอย่างไรให้การเติบโตมีความทั่วถึงและยั่งยืน”

โจทย์ดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศกำลังไหลเข้าสู่ไทย เพราะดูปัวซาต์ย้ำว่า FDI เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างงานหรือเพิ่มผลิตภาพขึ้นโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือ โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ การลดคอขวดด้านโลจิสติกส์ ระบบไฟฟ้าที่สามารถสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทไทยกับห่วงโซ่มูลค่าโลก

เมื่อมองทั้งหมดตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ AI อีวี เงินทุน ไปจนถึง FDI โจทย์ของไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะรับหรือไม่รับการลงทุนใหม่ แต่คือการทำให้การลงทุนเหล่านี้ “ลงลึก” ไปถึงเศรษฐกิจไทย เชื่อมบริษัทไทยและ SMEs เข้ากับเทคโนโลยีและห่วงโซ่มูลค่าใหม่ สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่เพียงบางบริษัทหรือบางพื้นที่

และท้ายที่สุด ดูปัวซาต์มองว่า สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะมีจีดีพี “โตเท่าไร” แต่คือไทยจะสร้างการเติบโตแบบใด

“สิ่งสำคัญคือคุณภาพของการเติบโต และความกว้างของการเติบโต ว่าผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นจะถูกแบ่งปันออกไปได้กว้างแค่ไหน”