ยิ่งสงครามยกระดับ เส้นแบ่งก็ยิ่งแคบลง จากเสียงระเบิด กำลังล้ำเข้าใกล้ ‘เส้นแดง’ ที่ไม่ควรถูกแตะ นั่นคือ ‘น้ำดื่ม’ หลายประเทศอ่าวรวมถึงอิสราเอล พึ่งน้ำจืด ‘สูงถึง 80%’ หากโรงกลั่นน้ำกลายเป็นเป้าหมายหลักเมื่อใด หายนะจะรุนแรงยิ่งกว่าโจมตีแหล่งพลังงานเสียอีก
ในไฟสงครามที่ต่างฝ่ายต่างยกระดับความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดการโจมตีแหล่งพลังงานซึ่งกันและกันขึ้น ทำให้โลกจับตา “น้ำมัน” และ “แก๊ส” เป็นหลัก
แต่ในสายตาของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ (CIA) กลับมี “ทรัพยากรยุทธศาสตร์” อีกชนิดหนึ่งที่อาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “น้ำดื่ม”
ในภูมิภาคที่มั่งคั่งด้วยพลังงานมหาศาล แต่แห้งแล้งอย่างสุดขั้ว “น้ำ” จึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรพื้นฐานของชีวิต หากแต่เป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ที่อาจพลิกผลสงครามได้
ยิ่งไม่นานมานี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดฉากถล่มโรงกลั่นน้ำจืดอิหร่าน ตอบโต้ที่สนามบินดูไบถูกบึ้ม ขณะที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดของบาร์เรน ซึ่ง “การตอบโต้กันไปมา” ในขณะนี้ กำลังมุ่งเป้าหมายแหล่งพลังงานและฐานทัพเป็นหลัก แต่หากความรุนแรงลุกลามจน “โรงผลิตน้ำจืด” กลายเป็นเป้าหมายหลักเมื่อใด
สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่คือ “หายนะระดับอารยธรรม” ที่รุนแรงยิ่งกว่าการสูญเสียแหล่งพลังงานเสียอีก
เพราะขาดน้ำมัน โลกอาจชะงัก แต่หากขาดน้ำจืด เมืองทั้งเมืองจะหยุดหายใจ
อ่าวเปอร์เซีย: มั่งคั่งพลังงาน แต่ ‘ขาดแคลนน้ำ’
แม้ว่าประเทศในอ่าวเปอร์เซีย จะถูกมองว่าเป็น “เศรษฐีน้ำมัน” แต่ในอีกมิติหนึ่ง พวกเขากลับเผชิญความจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “ความขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุนแรง”
ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้เป็นทะเลทราย ฝนตกน้อยมาก แหล่งน้ำตามธรรมชาติทั้งแม่น้ำและทะเลสาบแทบไม่มี หรือแม้มี ก็ไม่เพียงพอต่อการรองรับประชากรและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในระดับปัจจุบัน
ขณะที่น้ำใต้ดินซึ่งเคยเป็นแหล่งสำรองสำคัญ ก็ถูกสูบใช้มาอย่างต่อเนื่องจนเริ่มเสื่อมโทรมและไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศเหล่านี้ “ไม่มีทางเลือกตามธรรมชาติ” นอกจากต้อง “สร้างน้ำขึ้นมาเอง”
ทางออกที่พวกเขาเลือกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 คือ “โรงกลั่นน้ำทะเล” (Desalination Plants) เทคโนโลยีที่เปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำดื่ม
ปัจจุบันมีโรงกลั่นน้ำเกือบ 450 แห่งทั่วภูมิภาค และกลายเป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 100 ล้านคน
ตัวเลขต่อไปนี้สะท้อนความเปราะบางอย่างชัดเจน:
คูเวต พึ่งพาน้ำจากการกลั่นทะเล ~90%
โอมาน ~86%
ซาอุดีอาระเบีย ~70%
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ~42%
ขณะเดียวกัน ในเมืองใหญ่อย่าง ดูไบ (UAE) เมืองที่สร้างภาพลักษณ์โลกอนาคตกลางทะเลทราย
ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) เมืองหลวงกลางแผ่นดินที่แทบไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ
โดฮา (กาตาร์) ศูนย์กลางพลังงานและการเงิน
เมืองเหล่านี้ไม่เพียงใช้ระบบกลั่นน้ำเพื่อการบริโภค แต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม การผลิตอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์
ส่วน “อิหร่าน” พึ่งพาการกลั่นน้ำทะเลน้อยกว่า เนื่องจากยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ และน้ำใต้ดิน “เป็นหลัก” แต่น้ำกลั่นจากทะเล ก็ยังเป็น “เส้นเลือดสำคัญ” สำหรับประชากรอิหร่านในแถบชายฝั่งและเกาะต่างๆ ตามข้อมูลจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฝรั่งเศส (French Institute of International Relations)
ขณะที่ “อิสราเอล” ปัจจุบันน้ำดื่มและน้ำใช้ในครัวเรือนของอิสราเอล “กว่า 80%” มาจากโรงงานผลิตน้ำจืดขนาดใหญ่ 5-6 แห่งเลียบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
- โรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองฮาเดรา อิสราเอล (ภาพ: shutterstock) -
หากแหล่งน้ำเหล่านี้ถูกโจมตี จะเกิด “วิกฤติความมั่นคงขั้นสูงสุด” ทันที โดยผลกระทบจะรุนแรงและรวดเร็วกว่าการโจมตีโรงไฟฟ้าหรือคลังน้ำมัน
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ พลังงานคืออีกด้านของน้ำ
แม้โรงกลั่นน้ำทะเลจะช่วย “สร้างน้ำ” ได้ แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงและซับซ้อน เพราะต้องใช้พลังงานมหาศาลในการต้มน้ำหรือสร้างแรงดันสูง รวมถึงกรองเกลือและแร่ธาตุออก
นั่นทำให้ “น้ำ” ในอ่าวเปอร์เซีย ผูกติดกับ “พลังงาน” อย่างแยกไม่ออก
กล่าวอีกอย่างคือ ยิ่งผลิตน้ำมาก ยิ่งต้องใช้พลังงานมาก ก็ยิ่งต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ จึงเกิด “วงจรพึ่งพากันและกัน”
พลังงานสร้างน้ำ แต่น้ำก็จำเป็นต่อเศรษฐกิจที่ผลิตพลังงาน หากด้านใดด้านหนึ่งถูกกระทบ อีกด้านจะสั่นคลอนทันที
‘น้ำ’ เส้นแดงที่ห้ามข้ามในสงคราม
CIA เคยประเมินตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ว่า “น้ำอาจสำคัญกว่าน้ำมันต่อความอยู่รอดของรัฐ” โดยกว่า 40 ปีผ่านไป ข้อเท็จจริงนี้แทบไม่เปลี่ยน
แม้เทคโนโลยีกลั่นน้ำทะเลจะมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำลง แต่ “ความเสี่ยง” ก็ยังอยู่ อย่างโรงผลิตน้ำจืดที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล มักตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งและโรงไฟฟ้า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีความเปราะบางสูง
นั่นหมายความว่า หากถูกโจมตี ผลกระทบจะ “ทันทีและเป็นวงกว้าง”
ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ “โรงกลั่นน้ำทะเล” เป็นโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาเจนีวา ห้ามถูกโจมตีเด็ดขาด เหตุผลเพราะการโจมตีแหล่งน้ำไม่ได้กระทบเพียงทหาร แต่หมายถึงกระทบ “ชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก” โดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น โรงกลั่นน้ำมักตั้งคู่กับโรงไฟฟ้า ทำให้ “การโจมตีพลังงาน” อาจกระทบ “น้ำ” ไปพร้อมกัน
หากระบบน้ำล่ม ทั้งเมืองต้องอพยพ
จาเวียร์ บลาส ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและยังเป็นผู้เขียนร่วมในหนังสือ “The World for Sale: Money, Power and the Traders Who Barter the Earth’s Resources” เล่าว่า กรณีที่น่ากังวลที่สุดคือ “โรงกลั่นน้ำ Jubail” ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งน้ำกว่า 90% ให้กรุงริยาด ผ่านท่อยาว 500 กิโลเมตร
ในบันทึกจากสถานทูตสหรัฐในซาอุฯ เมื่อปี 2008 ซึ่งถูกเปิดเผยโดย WikiLeaks ระบุว่า “หากระบบนี้ถูกทำลาย ริยาดอาจต้องอพยพประชาชนภายใน 1 สัปดาห์”
ทั้งนี้ แม้ประเทศอ่าวจะมีคลังสำรองน้ำ แต่ส่วนใหญ่รองรับได้เพียง “ไม่กี่วัน” โดยหากโรงกลั่นน้ำถูกโจมตีต่อเนื่อง อาจต้องจำกัดการใช้น้ำ แจกน้ำบรรจุขวด หรือแม้แต่ “อพยพประชาชน” และที่สำคัญ คือ การสร้างโรงกลั่นน้ำใหม่ “ใช้เวลาหลายปี”
บทเรียนจากอดีต: สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เคยเกิดแล้ว
ปี 1991 อิรักภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน เคย “ปล่อยน้ำมันดิบลงอ่าวเปอร์เซีย” เพื่อขัดขวางการยกพลขึ้นบกของสหรัฐและสร้างมลพิษในทะเล เพื่อทำลายระบบน้ำของซาอุฯ
นั่นคือการใช้ “สิ่งแวดล้อม” เป็นอาวุธ และในวันนี้ โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกันอีกครั้ง
ในโลกที่เคยเชื่อว่า “น้ำมันคือทุกอย่าง” สงครามครั้งนี้กำลังเผยอีกความจริงหนึ่ง น้ำมันอาจสำคัญ แต่ “น้ำ” คือสิ่งที่ทดแทนไม่ได้
หากโครงสร้างน้ำถูกทำลาย สิ่งที่พังลงไม่ใช่แค่ระบบสาธารณูปโภค แต่คือ “ความสามารถของรัฐในการดำรงอยู่” และในสงครามที่เดิมพันคือ “การอยู่รอด” อาวุธที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่คือ “การตัดน้ำ”
อ้างอิง: aljazeera, bloomberg, bloomberg(2), timesofisrael, oecd





