วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ สหรัฐโจมตีเรือน้ำมันอิหร่านอีกระลอก

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก อิหร่านขู่ยิงเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวต และบาห์เรน เตือนให้ลูกเรือทิ้งเรือ 

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังล่าสุดจากสหรัฐเปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านหลายลำใกล้กับเกาะคาร์ก (Klarg) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญ ส่งผลให้ความขัดแย้งยกระดับความรุนแรงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะงักงันของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นเหนือ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่เจ็ดติดต่อกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดใกล้ระดับ 98 ดอลลาร์ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า เรือเป้าหมายที่ถูกโจมตีมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และการโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากมีความพยายามยิงขีปนาวุธใส่เรือรบของสหรัฐ

ทางด้านเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มจอร์แดน พร้อมเตือนเรือต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย โดยโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านอ้างรายงานจาก IRGC ว่า ลูกเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหมดที่อยู่ใกล้ท่าเรือคูเวตและบาห์เรน "ควรรีบทิ้งเรือทันที ไม่ว่าจะจอดสมออยู่หรือเทียบท่าก็ตาม เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี" 

  • กบฏฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันซาอุฯ

 

การโจมตีของสหรัฐมีขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีครั้งใหม่ ใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย จนส่งผลให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงาน เหตุความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยุติช่วงเวลาที่เคยสงบชั่วคราวและเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

แดร์เรลล์ เฟลตเชอร์ (Darrell Fletcher) กรรมการผู้จัดการฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Bannockburn Capital Markets กล่าวว่า "แนวโน้มที่มีแรงต้านน้อยที่สุดคือการค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง เมื่อสงครามก้าวเข้าสู่เดือนที่เจ็ด ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์น้ำมันยังคงเป็นเทรนด์ขาขึ้น (Bullish) เนื่องจากสต็อกน้ำมันและสำรองทั่วโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และตามรูปแบบเดิม สหรัฐ และอิหร่านจะยังคงเปิดฉากตอบโต้และส่งคำเตือนใส่กันต่อไป"

ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับตัวขึ้นมากกว่า 60% ในปีนี้ และกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ด้านน้ำมันสำเร็จรูปอย่างดีเซลปรับตัวขึ้นแรงยิ่งกว่า เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ขยายวงกว้างไปยังทะเลแดงใกล้ซาอุดีอาระเบีย ควบคู่ไปกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังลูกค้าทั่วโลก แม้ปัจจุบันยังคงมีการส่งออกน้ำมันดิบบางส่วนผ่านทางเดินเรือที่แคบแห่งนี้โดยมักเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่ปิดสัญญาณระบุตำแหน่ง (Transponder) แต่เรือเหล่านี้ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนหน้านี้ การโจมตีของสหรัฐบนเกาะคาร์กมุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์ทางการทหาร แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่ว่าจะโจมตีโรงงานน้ำมัน และในบางครั้งก็เปรยถึงแนวคิดที่จะเข้ายึดศูนย์กลางการส่งออกแห่งนี้ ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (US Central Command) ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำถูกทำลายในการโจมตีครั้งล่าสุด

 

ขณะเดียวกัน การกลับมาซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นของจีนก็มีส่วนช่วยให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวขึ้น และช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบบางเกรด การปรับตัวขึ้นนี้ถือเป็นการย้อนกลับจากช่วงหลายเดือนก่อน ซึ่งโรงกลั่นต่าง ๆ ได้ดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้เพื่อจำกัดการนำเข้าและป้องกันตัวเองจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

 

  • อัปเดตเช้าวันพุธ (9 ก.ย. 69)

 

WTI สัญญาสำหรับการส่งมอบเดือนตุลาคม ปรับตัวขึ้น 1.3% สู่ระดับ 94.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 06:54 น. ตามเวลาสิงคโปร์ (อนึ่ง การซื้อขายของวันจันทร์ถูกนำมารวมบันทึกกับวันอังคารเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการของสหรัฐ)

Brent สัญญาสำหรับการส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปรับตัวขึ้น 1% ปิดที่ 97.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร