ในบริบทของ FDI ปัจจุบัน ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการดึง FDI ให้เข้าประเทศมากขึ้น แต่คือการทำให้ธุรกิจในประเทศสามารถยกระดับบทบาทและสร้างมูลค่าได้มากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอาเซียน
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในอนุภูมิภาคที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างโดดเด่น แต่ตัวเลขล่าสุดของ UNCTAD กลับเผยให้เห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ คือ ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ไหลเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างเข้มข้น (GVC-intensive manufacturing) กลับลดลงอย่างมาก
World Investment Report 2026 ของ UNCTAD ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 10% จาก 2.22 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 2.44 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งอนุภูมิภาค แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศผู้รับ FDI รายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2025
ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน เช่น มาเลเซียและไทยมี FDI ไหลเข้าเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 51% และ 30% ตามลำดับ ส่วนเวียดนามเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 1% จากฐานที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว สะท้อนแนวโน้มที่ยังทรงตัวในระดับสูง เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในสาขาการสื่อสาร เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน ส่วนอินโดนีเซียยังคงดึงดูดการลงทุนในการแปรรูปแร่ธาตุ ห่วงโซ่มูลค่าแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
แม้ FDI โดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่อาเซียนยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนที่สูงขึ้นในจีน ซึ่งผลักดันให้บริษัทข้ามชาติกระจายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ China+1 มายังอนุภูมิภาคนี้มากขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างเข้มข้นกลับหดตัวมากกว่าครึ่งหนึ่ง จาก 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงสิ่งทอ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มขึ้นของ FDI ไม่ได้หมายถึงการขยายตัวของฐานการผลิตแบบเดิม หากแต่ชี้ว่าโครงสร้างการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างทั้งการค้าและการลงทุนโลกพร้อมกัน
รายงานของ UNCTAD ยังได้วิเคราะห์ว่าประเทศในอาเซียนกำลังหาตำแหน่งของประเทศตนเองในห่วงโซ่มูลค่าใหม่นี้แตกต่างกัน เช่น "มาเลเซีย" กำลังขยับจากฐานการประกอบเซมิคอนดักเตอร์ไปสู่กิจกรรมมูลค่าสูงขึ้น เช่น การบรรจุชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) และการทดสอบชิป (Testing) พร้อมพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ
“เวียดนาม” กำลังพยายามก้าวจากฐานประกอบอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2030 ให้มีบริษัทออกแบบอย่างน้อย 100 บริษัท โรงงานบรรจุชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) และการทดสอบชิป (Testing) 10 แห่ง พร้อมเชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรมเข้ากับการจัดหาพลังงานสะอาด
“อินโดนีเซีย” ใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรเพื่อดึงการลงทุนจากการแปรรูปแร่ธาตุไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วน "ประเทศไทย" มีลักษณะต่างออกไป เพราะมีฐานอุตสาหกรรมค่อนข้างหลากหลาย ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม ในปี 2025 แม้จำนวนโครงการ Greenfield ในไทยลดลง แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากโครงการขนาดใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยไทยได้ใช้ฐานยานยนต์เดิม เครือข่าย Supplier และ EEC เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า EV
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs โอกาสอาจไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปแข่งขันในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูง แต่คือการค้นหาตำแหน่งที่สามารถเข้าไปเชื่อมต่อกับห่วงโซ่มูลค่าใหม่ เช่น การผลิตชิ้นส่วนและให้บริการวิศวกรรมแก่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ การยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่ายานยนต์ไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงบริการอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น ระบบอัตโนมัติ การทดสอบ วิศวกรรมความแม่นยำสูง ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม และการบำรุงรักษา รายงานของ UNCTAD ชี้ว่า แม้การผลิตชิประดับสูงจะกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีเทคโนโลยีและระบบอุตสาหกรรมพร้อม แต่ประเทศกำลังพัฒนายังสามารถเข้าไปมีบทบาทในขั้นตอนการประกอบ การทดสอบ การบรรจุชิป การออกแบบ และบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องได้
ในบริบทของ FDI ปัจจุบัน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึง FDI ให้เพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้ธุรกิจในประเทศสามารถยกระดับบทบาทและสร้างมูลค่าได้มากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอาเซียน
ผู้สนใจเจาะลึกทิศทางการลงทุนโลกจาก World Investment Report 2026 และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของไทย สามารถติดตามงานสัมมนานานาชาติ “Global Investment Trends and Thailand’s Strategic Opportunities” ในวันที่ 22 กันยายน 2569 และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.itd.or.th





