วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำมันแพง พาเรือสินค้า ‘ย้อนยุค’ หวนพึ่ง ‘ใบเรือ-ว่าวยักษ์’

เมื่อ ‘น้ำมันแพง’ กลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจเดินเรือ บริษัทเดินเรือญี่ปุ่นจึงหันกลับมาพึ่งพลังงานดั้งเดิมอย่าง ‘ลม’ ผ่านใบเรือไฮเทคและว่าวยักษ์ หวังลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 10% พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดคาร์บอน

ในภาวะที่ “น้ำมันแพง” กำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเดินเรือ บริษัทเดินเรือญี่ปุ่นกำลังหันกลับไปหาแหล่งพลังงานที่มนุษย์ใช้เดินเรือกันมานานนับศตวรรษอย่าง “ลม” แต่คราวนี้มาในรูปแบบของ “ใบเรือไฮเทค” และ “ว่าวยักษ์” ที่ช่วยขับเคลื่อนเรือกลางมหาสมุทร ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ “มากกว่า 10%” พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนในเวลาเดียวกัน

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า Mitsui O.S.K. Lines (MOL) เปิดตัวเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ติดตั้งใบเรือแข็งขนาดยักษ์ 2 ใบ บนเกาะคอเจ ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ โดยเรือลำดังกล่าวสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือของ Hanwha Ocean บริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เพื่อส่งมอบให้กับ Chevron บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ และถือเป็นเรือ LNG ลำแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

ใบเรือแต่ละใบกว้างประมาณ 15 เมตร และยืดขึ้นได้สูงสุดราว 49 เมตร พร้อมหมุนได้ 180 องศา ระบบที่เรียกว่า “Wind Challenger” จะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับทิศทางและความเร็วลม ก่อนปรับมุมและความสูงของใบเรือโดยอัตโนมัติ เพื่อดึงพลังลมมาช่วยขับเคลื่อนเรือและลดการเผาผลาญเชื้อเพลิง

น้ำมันแพง พาเรือสินค้า ‘ย้อนยุค’ หวนพึ่ง ‘ใบเรือ-ว่าวยักษ์’

- Wind Challenger -

ก่อนหน้านี้ MOL ทดลองติดตั้งใบเรือ Wind Challenger จำนวน 1 ใบบนเรือบรรทุกถ่านหิน พบว่าสามารถประหยัดเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้ 5-8% ต่อเที่ยว ขณะที่เรือ LNG รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้ง 2 ใบ คาดว่าจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 12%

ปัจจุบัน MOL มีเรือที่ติดตั้ง Wind Challenger จำนวน 3 ลำ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25 ลำภายในปี 2030 และ 80 ลำภายในปี 2035 พร้อมพัฒนาเรือรุ่นที่ติดตั้งใบเรือถึง 4 ใบร่วมกับบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้

ขณะที่ Kawasaki Kisen Kaisha หรือ K Line เลือกใช้ “ว่าวยักษ์” แทนใบเรือ ผ่านระบบ Seawing ซึ่งมีรูปร่างคล้ายพาราไกลเดอร์ สามารถลอยขึ้นไปรับกระแสลมที่แรงกว่าในระดับสูง ก่อนเปลี่ยนแรงลมเป็นแรงขับเคลื่อนเรือ

น้ำมันแพง พาเรือสินค้า ‘ย้อนยุค’ หวนพึ่ง ‘ใบเรือ-ว่าวยักษ์’

บริษัทกำลังทดสอบว่าวขนาดประมาณ 600 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 10% และมีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้พื้นที่ติดตั้งบนเรือน้อยกว่าใบเรือ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งกับเรือได้หลากหลายประเภท โดย K Line ตั้งเป้านำมาใช้กับเรือเทกองเร็วที่สุดในปี 2027 และเพิ่มเป็น 5 ลำภายในราวปี 2029

ด้าน NYK Line บริษัทเดินเรือรายใหญ่อีกแห่งของญี่ปุ่น ได้ติดตั้ง “ใบเรือแบบดูดอากาศ” (Suction Sail) ซึ่งอาศัยแรงดันอากาศสร้างแรงขับบนเรือเทกอง 

ขณะที่บริษัทเดินเรือนอร์เวย์ Wallenius Wilhelmsen กำลังทดลอง “ใบเรือแบบพับได้” ซึ่งผลิตจากเหล็กและใยแก้ว คาดว่าจะลดการใช้เชื้อเพลิงบนเส้นทางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่มีลมแรงได้ราว 7-10%

การหันกลับมาใช้พลังลม เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมเดินเรือต้องรับมือทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเดินเรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในราวปี 2050

แม้ LNG รวมถึงเชื้อเพลิงแห่งอนาคตอย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจน จะถูกคาดหวังให้เข้ามาทดแทนน้ำมันมากขึ้น แต่เรือที่ใช้เชื้อเพลิงเหล่านี้ยังมีต้นทุนสูงกว่าเรือแบบดั้งเดิม

ท่ามกลางโจทย์ทั้ง “น้ำมันแพง” และการลดคาร์บอน พลังงานเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของการเดินเรืออย่าง “ลม” กำลังถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่อาจช่วยให้เรือสินค้าในอนาคตใช้น้ำมันน้อยลง โดยไม่ต้องรอให้เชื้อเพลิงแห่งอนาคตพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

อ้างอิง: nikkei