ทำไมมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่ง ‘อินโด’
ถึงตัดสินใจโยกเงินแสนล้านรูเปียห์ ซบ ‘สิงคโปร์-ยุโรป’ หลังนโยบายของ 'ปราโบโว' จุดกระแส เงินทุนไหลออกไม่หยุด
บลูมเบิร์กรายงานว่า ตระกูลฮาร์โตโน (Hartonos) ซึ่งครองตำแหน่งตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของ “อินโดนีเซีย” ได้ตัดสินใจนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 1.4 พันล้านดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่ากลุ่มทุนใหญ่เริ่มมีความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อนโยบายของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต”
ตระกูลฮาร์โตโน เป็นเจ้าของธนาคารที่มีกำไรสูงที่สุดในอินโดนีเซีย มีธุรกิจยาสูบมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มีธุรกิจอื่นๆ ตั้งแต่บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฟาร์มโคนม ไปจนถึงเชนร้านอาหาร ที่ผ่านมามักเก็บและหมุนเวียนความมั่งคั่งทั้งหมดไว้ภายในประเทศ แต่ตอนนี้กำลังขยายการลงทุนไปต่างแดนผ่านนิติบุคคลใน “สิงคโปร์และลอนดอน” เพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงของแหล่งรายได้ไปสู่สกุลเงินอื่น
มหาเศรษฐีแห่ลงทุน ‘นอกประเทศ’
การโยกย้ายเงินทุนและทรัพย์สินของตระกูลฮาร์โต ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินทุนที่กำลังไหลออกนอกประเทศ หลังกลุ่มนักลงทุนทยอยถอนทุนออกจากประเทศ จนฉุดให้ค่าเงินรูเปียห์ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นอย่างรุนแรง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า มีบริษัทในสิงคโปร์และลอนดอนอย่างน้อย 9 แห่งที่โยงกับตระกูลฮาร์โตโน ขนเงินออกไปลงทุนนอกประเทศรวมแล้วกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์
นี่คือการเบนเข็มครั้งใหญ่ของมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งที่มีสินทรัพย์กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาแทบไม่เคยนำเงินออกนอกประเทศ และทำธุรกิจแบงก์ บุหรี่ หรืออสังหาฯ อยู่แค่ในบ้านเกิดเท่านั้น
อย่างเช่นเมื่อปลายปี 2023 บริษัท เอเวอร์กรีน ฮิลล์ เอนเตอร์ไพรส์ (Evergreen Hill Enterprise Pte) ของสิงคโปร์ ได้ทุ่มเงิน 669 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการผลิตกระดาษในสหรัฐ และอีกหนึ่งปีถัดมา Evergreen Hill ได้จ่ายเงินอีก 360 ล้านยูโร เพื่อเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตกระดาษมวนบุหรี่ในออสเตรีย
ในการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ ตระกูลฮาร์โตโนเลือกที่จะไม่เปิดเผยชื่อตนเอง โดยเอกสารราชการและข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า Evergreen Hill เป็นผู้ซื้อ และอธิบายเพียงสั้นๆ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มบริษัทเอกชนที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีฐานอยู่ในอินโดนีเซีย” โดยไม่มีการเอ่ยถึงชื่อตระกูลฮาร์โตโนหรือบริษัทโฮลดิ้งหลักของพวกเขา
ทว่าข้อมูลการจดทะเบียนในสิงคโปร์และอินโดนีเซียชี้ว่า ผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวของ Evergreen คือ PT Eragraha Pirantimegah ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลฮาร์โตโนทั้งหมด
ทางตระกูลปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวใกล้ชิดที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า กลุ่มธุรกิจฮาร์โตโนยังคงเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าถือหุ้นในบริษัทซอฟต์แวร์บริการทางการเงินในสิงคโปร์ และกำลังมองหาข้อตกลงการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากมองว่าสภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังคงผันผวน และการกระจุกตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่งคั่งของตระกูล
นอกจากตระกูลฮาร์โตโนแล้ว ยังมีมหาเศรษฐีรายอื่นที่หันไปลงทุนต่างประเทศ เช่น บริษัทของ อเล็กซ์ รามลี ได้ตกลงเข้าซื้อเหมืองถ่านหินในออสเตรเลียด้วยมูลค่า 3.9 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพ.ค.
ขณะที่บริษัทในเครือของ ปราโจโก ปันเกสตู บุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย ได้ยื่นข้อเสนอ 5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. เพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัทพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศฟิลิปปินส์
ลอรา ชวาร์ตซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยง Verisk Maplecroft ระบุว่า “บทบาทของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจสำคัญระดับแถวหน้าของประเทศ ขณะเดียวกัน ท่าทีของฝ่ายบริหารที่มีต่อผู้นำภาคธุรกิจอินโดนีเซียที่มีลักษณะเอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลใจลงเลย”
เงินทุนไหลออกไม่หยุด กังวลนโยบาย ‘ปราโบโว’
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีปราโบโวก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือนตุลาคม 2024 อินโดนีเซียต้องเผชิญกับคลื่นการไหลออกของเงินทุน
ปีนี้ค่าเงินร่วงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเกิดแรงเทขายหุ้นจนทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกใน โดยนับตั้งแต่เดือนม.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไปแล้วเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 4 เท่าของยอดขายสุทธิตลอดทั้งปี 2025
ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้ส่งเงินทุนกลับประเทศต้นทางไปแล้วกว่า 640 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
หนึ่งในชนวนความวิตกของนักลงทุนคือการที่ปราโบโวสั่งปลด “ศรี มุลยานี อินทราวตี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างกะทันหันเมื่อปีที่ผ่านมา
และล่าสุด เพอร์รี วาร์จิโย (Perry Warjiyo) ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียซึ่งเป็นที่นับถืออย่างกว้างขวาง ก็ได้ก้าวลงจากตำแหน่งโดยอ้างเหตุผลส่วนตัว
ในเวลาเดียวกัน “ดานันตารา” (Danantara) ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ภายใต้แนวคิดของปราโบโว ได้รวบรวมกิจการรัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดของประเทศเข้ามารวมศูนย์ไว้ด้วยกัน ก่อให้เกิดความกังวลว่าประธานาธิบดีกำลังเข้ามาควบคุมภาคบริการทางการเงินและภาคการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์มากจนเกินไป
ทางด้านตัวแทนของประธานาธิบดีปราโบโวชี้แจงว่า รัฐบาล “ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมและยึดมั่นในกฎเกณฑ์สำหรับนักลงทุนและกลุ่มธุรกิจทุกกลุ่ม”
ขณะที่สำนักงานสื่อสารของรัฐบาล กล่าวเสริมว่า ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบัน “ตระหนักถึงคุณค่าของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการลงทุน การสร้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ” พร้อมระบุว่า การที่ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมในโครงการริเริ่มของภาครัฐ “ไม่ได้ลดทอนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในเรื่องการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม ความแน่นอนทางกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาลที่ดี”
อ้างอิง Bloomberg





