“มาเลเซีย” พิจารณาใช้ชิปประมวลผล AI จาก “หัวเว่ย” เดินหน้าโครงการ Sovereign AI มูลค่า 16.2 ล้านบาท ควบคุมข้อมูลภายในประเทศ ท้าทายคำเตือนสหรัฐ ส่อเป็นชาติแรกใช้ฮาร์ดแวร์จากจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีสองชาติมหาอำนาจ
สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า มาเลเซียกำลังประเมินการใช้ฮาร์ดแวร์และชิปประมวลผล AI ของ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เป็นแกนหลักในโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” หรือ Sovereign AI วงเงิน 2,000 ล้านริงกิต หรือราว 16.28 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่าโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลระดับชาติที่มีความอ่อนไหวได้ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องจำนวนชิปที่จะจัดซื้อ
ทั้งนี้ หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็น "รัฐบาลต่างชาติแห่งแรก" ที่เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล AI จีนอย่างเป็นทางการ แทนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงชัยชนะก้าวสำคัญของเทคโนโลยีจีน ท่ามกลางแรงกดดันและการกีดกันทางการค้าจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ปัจจุบัน “ชิปHuawei” ยังมีประสิทธิภาพตามหลัง “Nvidia” อยู่พอสมควร เนื่องจากการกีดกันจากสหรัฐ แต่การผลิตก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้หัวเว่ยรุกขยายส่วนแบ่งในตลาด Data Center ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยชิปที่มาเลเซียกำลังพิจารณาคือรุ่น Ascend 910C ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ขณะที่รุ่น Ascend 950 ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
ชี้ข้อจำกัด Cloud Act
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีนโยบายชันเจนในการผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลการทหาร และข่าวกรอง ต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่า กฎหมาย Cloud Act ของสหรัฐ ซึ่งลงนามโดยทรัมป์ในสมัยแรก ให้อำนาจศาลสหรัฐบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่นอกดินแดนสหรัฐก็ตาม ซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับอธิปไตยทางข้อมูลของมาเลเซีย
"ผมไม่เห็นว่ากฎหมายนั้นสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้" อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวกับนักศึกษาเมื่อ เม.ย.
ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงเลือก Telekom Malaysia Bhd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินงานหลักของโครงการ Sovereign AI โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านระบบคลาวด์กับ Huawei อยู่แล้ว แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ Nvidia ก็ตาม
สหรัฐเตือนความเสี่ยงข้อมูลรั่ว
รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกนำไปใช้จัดการข้อมูลข่าวกรองและข้อมูลลับที่ได้รับจากต่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ซัพพลายเออร์ที่ไม่น่าไว้วางใจอาจตกอยู่ใต้การแทรกแซงหรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม ซึ่งพร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของชาติ
"เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือรากฐานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง มาเลเซียเป็นทั้งตลาดที่กำลังเติบโตและเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุ
นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเตรียมแพ็คเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน AI ของสหรัฐ พร้อมข้อเสนอทางการเงิน เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน AI เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในระบบโทรคมนาคม
เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจและการลงทุน
ท่าทีของมาเลเซียถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการคงดุลอำนาจ โดยไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐและจีนอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน
ทั้งความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐเคยออกคำเตือนว่าการใช้งานชิป Ascend 910C ของ Huawei อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบควบคุมการส่งออกของสหรัฐ หากมาเลเซียเดินหน้า อาจเผชิญแรงกดดันทางการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้
ปัจจุบันมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Microsoft Oracle และ Nvidia ดังนั้นหากมาเลเซียปรับสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้เทคโนโลยีจีน ก็อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทเหล่านี้
เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซียมีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนนี้ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาเปิดประมูลรอบใหม่ เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิปฝั่งสหรัฐอย่าง Nvidia หรือ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สามารถเข้าร่วมแข่งขันในโครงการ Sovereign AI ได้โดยตรง เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ





