อินเดียทุ่มเงินมหาศาลปั้นอุตสาหกรรมชิป หวังลดการพึ่งพานำเข้าที่สูงถึง 90-95% แต่การเข้าสู่สนามช้ากว่าคู่แข่งหลายทศวรรษ ทำให้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ ‘ไล่ให้ทัน’ แต่คือเลือกให้ถูกว่า ‘อินเดียควรยืนตรงไหน’ ในสมรภูมิชิปโลก
อินเดียกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่สมรภูมิ “เซมิคอนดักเตอร์” อย่างจริงจัง หลังรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เดินหน้าอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมชิปของตัวเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่ปัจจุบัน “สูงถึง 90-95%” ท่ามกลางคำเตือนว่า อินเดียอาจเข้าสู่การแข่งขันช้าเกินไป ในวันที่เทคโนโลยีชิปเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม โมดีได้วางศิลาฤกษ์ทางไกลให้กับโครงการโรงงานเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 25,000 ล้านรูปี หรือราว 262 ล้านดอลลาร์ ที่เมืองวิสาขปัตนัมหรือไวแซ็ก รัฐอานธรประเทศ นับเป็นโครงการเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกในภาคใต้ของอินเดีย ที่ได้รับอนุมัติภายใต้นโยบายผลักดันอุตสาหกรรมชิปของรัฐบาล
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังรัฐบาลอนุมัติ “Semicon 2.0” เฟสที่ 2 ของภารกิจเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยงบประมาณสูงถึง 1.275 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 13,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิตชิป
ก่อนหน้านี้ อินเดียเปิดตัว India Semiconductor Mission เฟสแรกเมื่อปี 2021 ด้วยงบประมาณ 760,000 ล้านรูปี โดยรัฐบาลพร้อมอุดหนุนต้นทุนโครงการบางประเภทสูงสุด 50% ปัจจุบันมีโรงงานได้รับอนุมัติแล้ว 12 แห่ง คิดเป็นเงินลงทุนรวมกว่า 1.64 ล้านล้านรูปี
หนึ่งในนั้นคือ โรงงานประกอบ และทดสอบชิป หรือ OSAT ของ ASIPTechnologies ในไวแซ็ก ซึ่งร่วมมือกับ APACT ของเกาหลีใต้
โรงงานมีกำลังผลิตเบื้องต้น 96 ล้านชิปต่อปี รองรับตลาด AI คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ดาต้าเซนเตอร์ และระบบสื่อสารความเร็วสูง พร้อมแผนลงทุนขยายกิจการอีกกว่า 20,000 ล้านรูปี
สำหรับอินเดีย นี่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพราะปัจจุบันความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ “ราว 90-95% ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า”
รายงานของ NITI Aayog ระบุว่า ในช่วง 9 ปีงบประมาณจนถึงเดือนมีนาคม 2025 อินเดียใช้เงินนำเข้าผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์รวมประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป มูลค่าการนำเข้าต่อปีอาจพุ่งแตะ 240,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 กลายเป็นภาระต่อเงินตราต่างประเทศในระดับใกล้เคียงกับการนำเข้าน้ำมันดิบ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ อินเดียกำลังเข้าสู่สนามที่คู่แข่งอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน พัฒนาอุตสาหกรรมมานานหลายทศวรรษ
อาร์วินด์ ซิงกาล ประธาน The Knowledge Company ระบุว่า อินเดียเคยเริ่มพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ก่อนที่ TSMC จะก่อตั้งในปี 1987 แต่หลังโรงงานในเมืองโมฮาลีเกิดเพลิงไหม้ช่วงปลายทศวรรษ 1980 การพัฒนาอุตสาหกรรมแทบหยุดชะงัก
การกลับมาแข่งขันในวันนี้จึงมีต้นทุนสูง และอินเดียอาจยังไม่พร้อมกระโดดเข้าสู่การแข่งขันผลิตชิประดับ 2-3 นาโนเมตรทันที แต่ยังมีโอกาสใน “ตลาดชิปรุ่นเก่า” ที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์พื้นฐาน ซึ่งโลกยังมีความต้องการจำนวนมาก
ซิงกาลประเมินว่า อินเดียอาจต้องใช้เวลา “อีกประมาณ 10 ปี” จึงจะลดการพึ่งพาการนำเข้า และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกได้อย่างจริงจัง
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนถึงอีกความเสี่ยง นั่นคือ “เทคโนโลยีที่กำลังลงทุนวันนี้ อาจล้าสมัยในวันข้างหน้า” โดยเฉพาะเมื่อการเติบโตของ AI กำลังเปลี่ยนความต้องการชิปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องทบทวนว่า อินเดียควรผลิตชิปประเภทใด เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศ และตลาดโลก
NITI Aayog สถาบันคลังสมองด้านนโยบายของรัฐบาลอินเดียตั้งเป้าว่า อินเดียควรสร้างห่วงโซ่มูลค่าเซมิคอนดักเตอร์ขนาด 120,000-150,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 แต่ยอมรับว่า ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามผู้นำโลกในทุกสนามผลิตเวเฟอร์ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือ “การเลือกสนามที่ตัวเองได้เปรียบ”
อ้างอิง: nikkei
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




