ตำนานเฮดจ์ฟันด์ 'Druckenmiller' ออกโรงตำหนิรุ่นน้อง 'สกอตต์ เบสเซนต์' ชี้แผนซื้อคืนพันธบัตรเป็น ‘ความผิดพลาด’ แค่ซื้อเวลา ปัญหาจริงอยู่ที่หนี้ และการขาดดุลงบประมาณมหาศาล
KEY POINTS
- สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ นักลงทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับตำนาน วิจารณ์แผนการเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรสหรัฐว่าเป็น "ความผิดพลาด"
- เขาชี้ว่าการซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างการขาดดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะ แต่เป็นเพียงการเลื่อนเวลาที่สหรัฐต้องเผชิญกับความจริงด้านการคลัง
- การวิจารณ์ครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ สกอตต์ เบสเซนต์ ซึ่งเป็นเหมือนอดีตลูกศิษย์ที่เขาเคยร่วมงาน และให้คำแนะนำ
"สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์" (Stanley Druckenmiller) นักลงทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับตำนาน เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ววงการเมื่อเขาออกโรงตำหนิรัฐมนตรีคลังสหรัฐ "สกอตต์ เบสเซนต์" ซึ่งเป็นทั้งรุ่นน้อง และเป็นเหมือนลูกศิษย์เมื่อครั้งยังทำงานเฮดจ์ฟันด์ร่วมกัน โดยวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงแผนเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรสหรัฐล่าสุดว่าเป็น "ความผิดพลาด"
ดรักเคนมิลเลอร์ซึ่งเคยทำงานร่วมกับเบสเซนต์ในบริษัทของพ่อมดการเงิน "จอร์จ โซรอส" เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงใน The Wall Street Journal ว่า การใช้เงิน 4 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่านั้นเพื่อซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ถือเป็น “ความผิดพลาด” และไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น
ปัจจัยเหล่านั้นรวมถึง "การขาดดุลงบประมาณ" และ "หนี้สาธารณะ" ที่พุ่งสูงขึ้น โดยหนี้สาธารณะสหรัฐเพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงด้วย
ในมุมมองของดรักเคนมิลเลอร์ ความพยายามกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีให้ลดลง มีแต่จะเลื่อนเวลาที่สหรัฐ "ต้องเผชิญหน้ากับความจริง" เกี่ยวกับปัญหาการคลังออกไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะต้องมีการปฏิรูปโครงการสวัสดิการสังคมต่างๆ เพื่อช่วยลดรายจ่าย
“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นราคาที่สำคัญที่สุดในโลก และยังเป็นกลไกสร้างวินัยทางการคลังเพียงอย่างเดียวที่สหรัฐเหลืออยู่” ดรักเคนมิลเลอร์ ระบุ
แม้สารที่เขาต้องการสื่อจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนักลงทุนในตลาดพันธบัตรบางรายเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะเดียวกันมาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลได้รับความสนใจในวงกว้างก็คือ "ตัวผู้วิจารณ์เอง"
ดรักเคนมิลเลอร์ วัย 73 ปี เคยทำงานร่วมกับเบสเซนต์ที่ "Soros Fund Management" เฮดจ์ฟันด์ระดับตำนาน และเขายังเป็นเหมือน Mentor ผู้คอยช่วยชี้แนะให้กับเบสเซนต์ในขณะนั้น
นอกจากนี้ ดรักเคนมิลเลอร์ยังมีความใกล้ชิดกับ "เควิน วอร์ช" ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งก็กำลังเผชิญแรงกดดันเช่นกันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. นี้
ดรักเคนมิลเลอร์ ซึ่งเคยเป็นเจ้านายของวอร์ชนานกว่า 10 ปี สมัยทำงานร่วมกันที่ Duquesne Family Office วิพากษ์วิจารณ์การกู้ยืมเงินมากเกินไปของรัฐบาลสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง และยกย่อง "พอล โวลค์เกอร์" อดีตประธานเฟด ผู้ซึ่งสยบเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง แม้ต้องแลกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก่อนจะสามารถเรียกคืนความน่าเชื่อถือให้กับเฟดได้
ทั้งนี้ ดรักเคนมิลเลอร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ "ทุบค่าเงินปอนด์" ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ของจอร์จ โซรอส เพื่อเก็งกำไรค่าเงินปอนด์อังกฤษ และยังเคยทำงานด้านการลงทุนร่วมกับทั้งเบสเซนต์ และเควิน วอร์ช
ในมุมมองของเขา สิ่งที่จำเป็นต่อการลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรคือ "การปฏิรูปด้านการคลัง"
“คุณไม่สามารถใช้เครื่องมือด้านสภาพคล่องเพื่อซื้อทางออกจากข้อถกเถียงเรื่องความสามารถในการชำระหนี้”
“สิ่งที่ควรจะทำแทนนั้นตรงไปตรงมาคือ ทำให้การซื้อคืนพันธบัตรกลับไปสู่จุดประสงค์เดิมที่ประกาศไว้ โดยดำเนินการในวงเงินไม่มาก และเป็นไปตามกำหนดการ... หากพันธบัตรอายุ 30 ปีจำเป็นต้องซื้อขายที่อัตราผลตอบแทน 5.5% เพื่อให้ตลาดสามารถดูดซับพันธบัตรได้ นั่นไม่ใช่วิกฤติ แต่มันคือใบเรียกเก็บเงิน”
“จากนั้นจึงทำสิ่งเดียวที่สามารถลดอัตราผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน นั่นคือจัดการกับการขาดดุลงบประมาณขั้นต้น”
ยอมรับใช้ AI ช่วยเขียนบทความ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ดรักเคนมิลเลอร์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาใช้ "AI" ช่วยเขียนบทความวิจารณ์เบสเซนต์
ไม่นานนักหลังตลาดฮือฮากับบทความดังกล่าว ความสนใจของนักลงทุนก็เปลี่ยนจากความประหลาดใจที่ดรักเคนมิลเลอร์ออกมาโจมตีลูกศิษย์ของตัวเองอย่างรุนแรง ไปสู่คำถามว่า "เขาใช้ AI ช่วยเขียนบทความดังกล่าวหรือไม่" โดยผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียบางรายตั้งข้อสงสัย หลังนำบทความไปตรวจสอบด้วยโปรแกรมตรวจจับเนื้อหาที่สร้างโดย AI
ดรักเคนมิลเลอร์เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ว่า เขาใช้ AI ช่วยจัดทำบทความชิ้นนี้จริง
“ผมเป็นนักเรียนเกรด B ในวิชาภาษาอังกฤษ แต่ได้ A+ ในวิชาเศรษฐศาสตร์” เจ้าตัวกล่าว “แต่แนวคิดเหล่านี้เป็นความคิดของผม และผมพูดเรื่องเหล่านี้มานานกว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งทุกคนที่รู้จักผมก็รู้ดี ผมอยากเป็นนักเขียนที่เก่งไหม แน่นอนว่าอยาก แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”
ดรักเคนมิลเลอร์ กล่าวว่า เขาและเพื่อนร่วมงานในสำนักงานครอบครัวของเขาใช้เครื่องมือ AI รายใหญ่ทั้งหมดในการทำงาน ทั้ง Claude ของ Anthropic, ChatGPT ของ OpenAI, Gemini ของ Google และ Perplexity รวมถึงใช้สำหรับงานเขียนด้วย โดยเขามองว่าการใช้ AI ไม่ต่างจากการพึ่งพานักเขียนสุนทรพจน์หรือเครื่องคิดเลข
“ในวัย 73 ปี ผมค่อนข้างภูมิใจที่ได้ใช้มันนะ” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ดรักเคนมิลเลอร์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าเขาใช้เครื่องมือ AI ตัวใดช่วยเขียนบทความใน WSJ ซึ่งเขาเขียนขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะกำลังพักผ่อนกับหลานๆ
“AI เป็นความจริงของชีวิตยุคใหม่” พอล กิโกต์ บรรณาธิการหน้าบทบรรณาธิการของ WSJ ระบุในแถลงการณ์ “สำหรับเรา คำถามคือ สิ่งที่เราเผยแพร่จากผู้เขียนภายนอกสะท้อนข้อโต้แย้งที่เป็นความคิดริเริ่มของผู้เขียนเองหรือไม่ และผู้เขียนมีสถานะ และความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเสนอข้อโต้แย้งนั้นหรือไม่ ในกรณีของสแตน ดรักเคนมิลเลอร์ เรามีความสัมพันธ์กับเขามาหลายปี และไม่มีใครสงสัยว่าบทความแสดงความคิดเห็นชิ้นนี้เป็นความคิดเห็นที่แท้จริงของเขา”
ก่อนหน้านี้ Notus สำนักข่าวสตาร์ตอัปในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีโรเบิร์ต ออลบริตตันเป็นเจ้าของ เป็นผู้รายงานเรื่องการใช้ AI ของดรักเคนมิลเลอร์
กระบวนการที่ดรักเคนมิลเลอร์ใช้ในการเขียนบทความแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าเครื่องมือ AI ได้เข้ามาแพร่หลายในชีวิตประจำวันและการสื่อสารต่อสาธารณะของบรรดาผู้บริหารมากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ว่าผู้เขียนควรเปิดเผยหรือไม่ว่าใช้ AI รวมถึงควรเปิดเผยในลักษณะใด ยังคงเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักเขียน บรรณาธิการ และสำนักพิมพ์ต่างๆ
หลังเผชิญกับเนื้อหาที่มองว่ามีคุณภาพต่ำ และสร้างขึ้นด้วย AI จำนวนมากจากผู้ที่ต้องการแสดงบทบาทให้สังคมมองเห็นว่าตนเองเป็นผู้นำทางความคิด เมื่อไม่นานมานี้ LinkedIn ได้เพิ่มป้าย “seems like AI slop” ซึ่งผู้ใช้สามารถกดเลือกสำหรับโพสต์ที่มองว่าน่าสงสัยว่าเป็นเนื้อหา AI คุณภาพต่ำ
เมื่อต้นเดือนนี้ สื่อใหญ่ฝั่งอังกฤษอย่าง Financial Times ก็ได้เพิ่ม "หมายเหตุ" ลงในบทความแสดงความคิดเห็นของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภายหลังการตีพิมพ์ โดยระบุว่าศาสตราจารย์รายดังกล่าวใช้ AI และระบุว่าหลักจรรยาบรรณของสำนักข่าวไม่อนุญาตให้ใช้ AI ในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่นักเขียนบางรายถูกถอดหนังสือออกจากการจำหน่ายหรือถูกยกเลิกข้อตกลงตีพิมพ์ หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ AI แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวก็ตาม
ดรักเคนมิลเลอร์ กล่าวว่า เขาไม่ได้รู้สึกอับอายที่ใช้ AI แต่ยอมรับว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกเจ็บอยู่บ้าง
“เรื่องเดียวที่น่าอายคือ มีคนติดต่อมาหาผมเยอะมาก แล้วบอกว่าบทความนี้เขียนได้ดีกว่างานปกติที่ผมเขียนมากแค่ไหน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





