วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

คลื่น FDI รอบใหม่เปลี่ยนโฉมฐานลงทุนไทย จากแรงงานต้นทุนต่ำสู่อุตสาหกรรมไฮเทค UOB ชี้ธุรกิจไทยต้องเร่งขึ้นห่วงโซ่มูลค่า ขณะที่ EEC วางดาต้าเซนเตอร์เป็นหัวเชื่อมชิป-AI-พลังงานสะอาด ด้านภาคธุรกิจมองไทย-สิงคโปร์ มีจุดแข็งต่างกัน แต่สามารถต่อยอดเป็นอีโคซิสเต็มร่วมของอาเซียนได้

KEY POINTS

  • การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เช่น ดาต้าเซนเตอร์, EV, และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
  • EEC วางยุทธศาสตร์เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ โดยใช้ดาต้าเซนเตอร์เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเตรียมพื้นที่ Sandbox สำหรับตลาดพลังงานรูปแบบใหม่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้
  • ไทย และสิงคโปร์ มีโอกาสสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อ และสำนักงานใหญ่ ขณะที่ไทยเป็นฐานการผลิต และปฏิบัติการที่สำคัญสำหรับธุรกิจไฮเทคในภูมิภาคอาเซียน
  • UOB ชี้ว่าภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาใช้ และยกระดับตัวเองในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อคว้าโอกาสจากการลงทุนระลอกใหม่ และเป็นพันธมิตรที่สำคัญในอีโคซิสเต็มที่กำลังเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปิดโอกาสการลงทุนระลอกใหม่ให้อาเซียน และ "ประเทศไทย" กำลังเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2025 ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66%

เวทีการประชุม "ASEAN Conference 2026" ที่สิงคโปร์ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ FDI กำลังเปลี่ยนจากฐานผลิตเดิมสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ภาคธุรกิจชี้โรงงานกำลังรับคลื่นลงทุนใหม่จนพื้นที่เช่าเกือบเต็ม 99% โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่ดึงดาต้าเซนเตอร์เข้าไทย แต่ต้องสร้างอีโคซิสเต็มของ "นิวอีโคโนมี" พร้อมดันธุรกิจไทยเข้า "ห่วงโซ่คุณค่า" ใหม่ให้ได้

ริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เทคโนโลยีกำลังยกระดับมาตรฐานด้านผลิตภาพ และบริษัทต่างๆ กำลังมองหาตลาดที่มีความชัดเจน มีขีดความสามารถ และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันครั้งนี้ด้วยจุดเด่นทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน ฐานการผลิต คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาแล้วอย่างต่อเนื่อง

โอกาสที่อยู่ตรงหน้าของไทยจึงมีความชัดเจนนั่นคือ การยกระดับบทบาทจาก "ฐานการผลิต" ไปสู่ "แพลตฟอร์มการเติบโตระดับภูมิภาค" โดยมีพื้นที่เศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์อย่าง "เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก" (EEC) เป็นส่วนสำคัญในการรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และบุคลากรเข้าด้วยกัน

“เราเห็น FDI จำนวนมากกำลังไหลเข้าประเทศไทย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษคือ FDI จำนวนมากเหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อีวี และพลังงานหมุนเวียน” มาโลนี่ย์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษ 

“สำหรับภาคธุรกิจ โอกาสไม่ได้อยู่แค่การเป็นซัปพลายเออร์ แต่ต้องขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า และก้าวขึ้นไปเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ และเป็นส่วนสำคัญของบริษัทใหม่ๆ รวมถึงอีโคซิสเต็มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น” 

ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

มาโลนี่ย์ ระบุว่า สัญญาณการปรับตัวเริ่มเห็นได้ในภาคธุรกิจไทย โดยผลสำรวจของ UOB พบว่า 73% ของเอสเอ็มอีไทยกำลังมองถึงการนำ AI และ Digital Transformation มาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่อีกโจทย์สำคัญคือ การยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ

การแข่งขันในระยะต่อไป จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการเปลี่ยนรากฐานเหล่านี้ให้เป็นความได้เปรียบในการทำให้เป็นรูปธรรมออกมาจริงๆ โดยภาครัฐ และเอกชนต้องทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็น "การลงทุน" และเปลี่ยนการลงทุนให้ไปสู่ "การขยายธุรกิจ" ได้จริง

EEC วางดาต้าเซนเตอร์ จุดเริ่มเศรษฐกิจขั้นสูง

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มองว่า การพัฒนา EEC ในวันนี้เปรียบได้กับ "การพัฒนาประเทศระยะที่สอง" หลังจากไทยใช้เวลาราว 40 ปีพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด จนกลายเป็นฐานสำคัญของภาคการผลิต และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่การพัฒนาในระยะใหม่กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ใน 5 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ การแพทย์ และสุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์ เศรษฐกิจสีเขียวหรือ BCG และภาคบริการ 

ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

ดร.จุฬา ระบุในการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การดึงการลงทุนเข้ามาใน EEC จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณ FDI แต่ต้องพิจารณาว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีห่วงโซ่อุปทานอย่างไร ไทยมีส่วนใดอยู่แล้ว และยังขาดส่วนใด เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาเติมเต็ม และสร้างอีโคซิสเต็มของอุตสาหกรรมนั้นให้เกิดขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ "ดาต้าเซนเตอร์" ซึ่งกำลังมีการลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย ทว่าในมุมของ EEC ดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่ปลายทางของการลงทุน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงให้เกิดขึ้นในประเทศ

ดร.จุฬาเปรียบดาต้าเซนเตอร์เป็นเสมือน "ฮาร์ดแวร์" สำหรับรองรับ AI และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเกิดขึ้น ก็จะสร้างความต้องการต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ และชิป ไปจนถึง AI Solutions ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในภาคยานยนต์ การแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ

"เราต้องการดึงดาต้าเซนเตอร์เข้ามา เพื่อสร้างเศรษฐกิจไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย" ดร.จุฬา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของดาต้าเซนเตอร์พร้อมกันจำนวนมากนำมาซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ควรปล่อยให้การลงทุนเหล่านี้เข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้าจากระบบเดิมเพียงอย่างเดียว 

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ Direct PPA ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดย EEC เตรียมใช้พื้นที่เป็น "Sandbox" ทดลองเปิดตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ สำหรับดาต้าเซนเตอร์ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และใช้กลไกของ EEC ช่วยให้การออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น แนวทางดังกล่าวจะดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับพลังงานหมุนเวียน (RE Power Grid) 

ดร.จุฬามองว่า ความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้สร้างเพียงแค่แรงกดดันต่อระบบพลังงาน แต่ยังสามารถสร้าง "ตลาดใหม่" และดึงให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามมา ขณะที่ Sandbox ใน EEC จะเป็นพื้นที่ทดสอบว่าโมเดลตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริงเพียงใด ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า หากโมเดลดังกล่าวได้ผล ก็อาจนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไป

จับโอกาส 'อีโคซิสเต็มอาเซียน'

ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจบนเวทีเสวนาคือ โอกาสของบริษัทที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอยู่ตรงไหน และประเทศไทยกับสิงคโปร์จะสามารถนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาเชื่อมต่อ เพื่อสร้างโอกาสร่วมกันในอีโคซิสเต็มของอาเซียนได้อย่างไร

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกิตติมศักดิ์คณะกรรมการแห่งชาติ ICC Thailand มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของการค้าโลก ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เพียงลำพัง ภาครัฐ และเอกชนจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูล และทำงานร่วมกัน ขณะที่ในระดับภูมิภาค ไทย สิงคโปร์ และประเทศอาเซียนควรส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้ากับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

ลิม ฮัว เตียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทย และตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย บริษัท Frasers Property กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ในประเทศไทย มาประมาณ 30 ปี ปัจจุบันบริหารพื้นที่โรงงาน และคลังสินค้าประมาณ 3.6 ล้านตารางเมตร สิ่งที่บริษัทเห็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม

อัตราการเช่าพื้นที่โรงงานของเฟรเซอร์ ซึ่งเดิมอยู่ที่ประมาณ 80% เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 99% จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เช่าอีกแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทตัดสินใจเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ถึงเวลาต้องสร้างพื้นที่โรงงานเพิ่ม เพื่อรองรับบริษัทภาคการผลิตจำนวนมากที่กำลังเข้ามายังประเทศไทย

ทว่าบริษัทเหล่านี้แตกต่างจากนักลงทุนในอดีต ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจไฮเทค และไม่ได้เข้ามาเพราะแรงงานราคาถูกหรือทำเลต้นทุนต่ำ แต่เป็นความสามารถในการหาทำเล และเริ่มดำเนินธุรกิจได้รวดเร็ว รวมถึงพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตอบสนองมาตรฐานด้าน ESG ที่สูงขึ้นตามข้อกำหนดของบริษัทแม่

ลิมมองว่าหนึ่งในโมเดลที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ การใช้สิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เป็นจุดเชื่อมต่อกับฐานการดำเนินงานในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

ตัวอย่างหนึ่งคือ Agoda ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ แต่รวมศูนย์การปฏิบัติงานส่วนหนึ่งไว้ที่กรุงเทพฯ โดยเช่าพื้นที่สำนักงานประมาณ 30,000 ตารางเมตร และมีพนักงานราว 4,000-5,000 คน จากมากกว่า 50 สัญชาติ โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความน่าอยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ จึงสามารถรองรับกิจกรรมทางธุรกิจบางส่วนที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านต้นทุนได้

ด้าน บรูซ ลิม ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท DayOne Data Centers มองไปไกลกว่านั้นว่า ปัจจุบันดาต้าเซนเตอร์จำนวนมากถูกใช้สำหรับการเทรนโมเดล AI แต่หลังจากการเทรนเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นของการนำไปใช้งานจริง ตั้งแต่ Wearable Devices, Agentic AI ไปจนถึง Robotics

ในภาพดังกล่าว สิงคโปร์สามารถทำหน้าที่เป็นฮับการเชื่อมต่อ ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งจากตำแหน่งที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และมีฐานอุตสาหกรรมอยู่เดิม จึงมีโอกาสเป็นทั้ง Regional Distribution Hub, Data Farm ตลอดจนฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรม Robotics ในอนาคต

ผู้บริหาร DayOne ซึ่งมีการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในหลายประเทศอาเซียนซึ่งรวมถึงไทย มองว่าแต่ละประเทศสามารถมีบทบาทที่แตกต่างกันภายในอีโคซิสเต็มดิจิทัลของภูมิภาค โดยสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ขณะที่ยะโฮร์เป็นฐานรองรับดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ หรือ Data Farm และจาการ์ตาเป็นตลาดปลายทางขนาดใหญ่

ส่วนประเทศไทยมีจุดเด่นจากทำเลที่สามารถเชื่อมต่อไปยังอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และด้วยฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไทยจึงมีศักยภาพต่อยอดบทบาทได้ทั้งการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า ฐานดาต้าเซนเตอร์ และฐานการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) ในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์