วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โรงกลั่นสหรัฐ ‘รวยมหาศาล’ จากวิกฤติพลังงานโลก

ในทุกวิกฤติย่อมมีผู้ได้ประโยชน์ และครั้งนี้ผู้ชนะคือ ‘โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐ’ ที่กำลังทำกำไรอย่างมหาศาลจากภาวะเชื้อเพลิงขาดแคลนทั่วโลก หลังสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานดันค่าการกลั่นพุ่งสูง

บรรดาโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐ กำลังโกยกำไรในระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” หลังวิกฤติอุปทานเชื้อเพลิงโลกที่ยืดเยื้อ ทำให้ส่วนต่างกำไรจากการกลั่น (Refining Margin) พุ่งสูง ขณะที่ผู้บริหารอุตสาหกรรมเชื่อว่า ภาวะตึงตัวของตลาดจะยังดำเนินต่อไป “อีกหลายไตรมาส”

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่า บริษัท Valero Energy ผู้ประกอบการโรงกลั่นรายใหญ่ของสหรัฐ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเมื่อวัดจากกำไรต่อหุ้น (EPS) 

ส่วน PBF Energy และ HF Sinclair ต่างทำกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 และ 2023 ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของ Phillips 66 และ Marathon Petroleum ซึ่งจะประกาศในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าจะออกมาแข็งแกร่งเช่นกัน

แม้อุปทานจะหดตัว แต่ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณสต๊อกเชื้อเพลิงแทบไม่มีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น

โดยปกติ โรงกลั่นมักลดอัตราการผลิตลงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเข้าสู่ฤดูกาลซ่อมบำรุง แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบการหลายรายส่งสัญญาณว่าจะเดินเครื่องผลิตต่อไป เพื่อใช้ประโยชน์จากส่วนต่างกำไรที่ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

แมทธิว ซี. ลูซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PBF Energy กล่าวว่า การเติมสต๊อกเชื้อเพลิงทั่วโลกจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ “ค่าการกลั่น” ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า โดยผลประกอบการของโรงกลั่นสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน

Valero มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า จาก 714 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน เป็น 3.7 พันล้านดอลลาร์

ด้าน HF Sinclair มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า แตะ 892 ล้านดอลลาร์ 

ขณะที่ PBF Energy พลิกจากภาวะขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน กลับมาทำกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

นอกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งแล้ว ทั้ง Valero และ HF Sinclair ยังประเมินว่า ปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบในไตรมาสหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วน PBF เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตจากเฉลี่ยเกือบ 890,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 เป็นสูงสุดถึง 960,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาสถัดไป

ผู้บริหารของ Valero ระบุว่า ภาวะตลาดในช่วงต้นไตรมาส 3 แข็งแกร่งกว่าช่วงไตรมาส 2 เสียอีก โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการโรงกลั่นอาจมีผลประกอบการที่ดียิ่งขึ้น หากวิกฤติอุปทานเชื้อเพลิงยังไม่คลี่คลาย

ด้านน้ำมันดีเซล ยังคงมีราคาอยู่ในระดับสูง หลังการส่งออกจากรัสเซียลดลง ทำให้หลายประเทศหันมาซื้อน้ำมันดีเซลจากสหรัฐมากขึ้น อีกทั้งผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มสะสมเชื้อเพลิงล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งจะช่วยพยุงราคาไว้แม้ต้นทุนจะสูงก็ตาม

ขณะเดียวกัน การนำเข้าน้ำมันเบนซินจากยุโรปมายังสหรัฐเพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานในประเทศ ยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะราคาน้ำมันเบนซินในยุโรปก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ในทางกลับกัน บริษัทน้ำมันในสหรัฐเลือกที่จะเอาเบนซินไปขายให้ “ประเทศในละตินอเมริกา” เพราะได้กำไรดีกว่า เมื่อน้ำมันถูกส่งออกไปนอกประเทศมากเกินไป ก็ทำให้ในสหรัฐเองมีของน้อยลง ส่งผลให้ราคาที่คนในสหรัฐต้องจ่ายนั้นแพงขึ้นตามไปด้วย

หากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย และอุปทานเชื้อเพลิงโลกยังถูกจำกัด โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐ มีแนวโน้มเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มกำลังต่อไป พร้อมรับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ผลประกอบการของอุตสาหกรรมนี้ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส

อ้างอิง: bloomberg