วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

Pandora กระจายฐานผลิตออกจาก 'ไทย' ไปเปิดโรงงานใหญ่สุดใน 'เวียดนาม'

แบรนด์เครื่องประดับรายใหญ่ 'แพนดอร่า' เปิดโรงงานใหญ่สุดมูลค่า 5,000 ล้านใน 'เวียดนาม' เพิ่มกำลังการผลิต 50% กระจายฐานการผลิตออกจาก 'ไทย'

"แพนดอร่า" (Pandora) หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เปิดโรงงานใหม่มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,000 ล้านบาท) ในประเทศ "เวียดนาม" สัปดาห์นี้ เพื่อกระจายฐานการผลิตออกจาก "ประเทศไทย" โดยโรงงานนี้จะช่วยเพิ่มการผลิตในส่วนของเครื่องประดับชุบแพลทินัม ท่ามกลางความผันผวนของราคาโลหะเงิน (silver)

เว็บไซต์นิกเกอิเอเชียรายงานว่า โรงงานดังกล่าวในนครโฮจิมินห์นับเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของแพนดอร่า เริ่มเปิดดำเนินการไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังการผลิตทั่วโลกของบริษัทสัญชาติเดนมาร์กแห่งนี้เพิ่มขึ้น 50% โดยสามารถผลิตเครื่องประดับได้ปีละ 60 ล้านชิ้น ขณะที่ในปี 2025 บริษัทจำหน่ายเครื่องประดับรวม 112 ล้านชิ้น

ปัจจุบัน แพนดอร่ากำลังเผชิญแรงกดดันในการควบคุมต้นทุน หลังได้รับผลกระทบสองด้านในตลาดหลักอย่างสหรัฐ ทั้งยอดขายที่อ่อนแอและภาษีนำเข้าที่ทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายสิบล้านดอลลาร์

บริษัทระบุว่า โรงงานในเวียดนามจะมีพนักงานราว 7,000 คน และจะมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตเครื่องประดับชุบแพลทินัมของแพนดอร่าในอนาคต ขณะที่บริษัทกำลัง "กระจายกลยุทธ์ด้านวัตถุดิบ”

แบรนด์เครื่องประดับแพนดอร่ามีสินค้าสุดฮิตเป็นเอกลักษณ์อย่าง สร้อยข้อมือชาร์ม (Charm Bracelet) ใช้เฉพาะเพชรที่ผลิตในห้องปฏิบัติการ และเงินกับทองที่ผ่านการรีไซเคิล 

Pandora กระจายฐานผลิตออกจาก 'ไทย' ไปเปิดโรงงานใหญ่สุดใน 'เวียดนาม'

ทว่าสถานการณ์ราคาโลหะเงินที่พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปี 2025 สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อบริษัท ทำให้แพนดอร่าตั้งเป้าทดแทนการใช้เงินครึ่งหนึ่งด้วยผลิตภัณฑ์ชุบแพลทินัมภายในปี 2027

ขณะเดียวกัน บริษัทก็ "ไม่ต้องการพึ่งพาการผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป" หลังจากภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เรียกเก็บสินค้านำเข้าจาก "ประเทศไทย" ส่งผลให้กำไรของแพนดอร่าลดลงถึงราว 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้บริษัทต้องปรับขึ้นราคา ตามข้อมูลจากรายงานประจำปี 2025

แม้ว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐนำมาใช้จะถูกยกเลิกไปแล้ว และแพนดอร่ากำลังได้รับเงินภาษีคืน แต่บริษัทยังคาดว่าจะต้องเผชิญภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5%

แพนดอร่าตัดสินใจเลือก "เวียดนาม" เป็นฐานการผลิตแห่งใหม่เมื่อกว่า 2 ปีก่อน ก่อนที่สหรัฐจะประกาศใช้มาตรการภาษีดังกล่าว หลังประเมินหลายประเทศจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเรื่องพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ค่าแรง และความพร้อมของแรงงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตระดับนานาชาติ

ทั้งนี้แม้ว่าเวียดนามจะเผชิญอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกัน แต่แพนดอร่าอาจได้รับ "การผ่อนปรนบางส่วน" หลังจากรัฐบาลฮานอยระบุเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่า เวียดนามอยู่ในกระบวนการที่ “ใกล้มากแล้ว” ที่จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ระหว่างที่ประธานาธิบดีโต เลิม เดินทางเยือนสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว

โรงงานแห่งใหม่นี้จะเน้นการผลิตเพื่อส่งออก ใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด และมีพื้นที่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 10 สนาม ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ในจังหวัดบิ่นห์เยือง (Binh Duong) แต่ปัจจุบันถูกยุบรวมพื้นที่เข้ากับนครโฮจิมินห์ไปแล้ว

สำหรับแพนดอร่า เอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กกว่ายุโรปและสหรัฐ แต่ก็มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยรายได้ในภูมิภาคเพิ่มขึ้นในอัตรา 11% ต่อปีในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เทียบกับรายได้ในอเมริกาเหนือและยุโรปที่หดตัวเล็กน้อย โดยมีจีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลียถือเป็นตลาดสำคัญของบริษัท

“เรากำลังเริ่มต้นบทใหม่ที่สำคัญสำหรับแพนดอร่า” เบอร์ตา เด ปาบลอส-บาร์บิเยร์ (Berta de Pablos-Barbier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของบริษัท กล่าวระหว่างการเปิดโรงงาน

“การลงทุนครั้งนี้ช่วยเพิ่มทั้งกำลังการผลิต ความยืดหยุ่น และขีดความสามารถด้านนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของเราในอนาคต”

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 ผู้ก่อตั้งแพนดอร่าซึ่งเป็นสามีภรรยากัน มักเดินทางจากกรุงโคเปนเฮเกนมายัง "ประเทศไทย" เพื่อเฟ้นหาเครื่องประดับ ก่อนจะตัดสินใจตั้งฐานการผลิตแห่งแรกขึ้นในไทยเมื่อปี 1989 และขยายเพิ่มเป็น 3 แห่งในเวลาต่อมา จากนั้นทั้งคู่ได้ขยายธุรกิจไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจาก "ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ" ต่างก็ให้ความสนใจในสินค้าฟุ่มเฟือยกันน้อยลง

แพนดอร่าระบุว่า จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการหน้าร้านในสหรัฐลดลงในช่วงเทศกาลปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ในการแถลงผลประกอบการของบริษัทเมื่อเดือนส.ค. แพนดอร่ายังระบุด้วยว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐยังคงย่ำแย่ และอยู่ในระดับ "ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์"

บริษัทมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคมีเงินเหลือสำหรับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นน้อยลง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจแบบ “K-shaped” ซึ่งทำให้ผู้บริโภครายได้ต่ำซื้อแหวนและชาร์มของบริษัทลดลง

ในเวียดนามเอง ก็ยังมีผู้บริโภคไม่มากนักที่ซื้อสร้อยข้อมือราคา 70 ดอลลาร์ของแพนดอร่าได้ เนื่องจากแรงงานบางส่วนมีรายได้ต่อสัปดาห์ใกล้เคียงกับราคาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แพนดอร่าคาดหวังว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วเอเชียจะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทในอนาคต

 

ที่มา: Nikkei Asia