วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'แบงก์ชาติสิงคโปร์' คุมเข้มนโยบายการเงินรอบ 2 รับราคาน้ำมันพุ่ง

ธนาคารกลางสิงคโปร์ตรึงเข้มนโยบายการเงินอีกครั้ง ต่อเนื่องจากเดือนเม.ย. หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง จุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่

วันนี้ (27 ก.ค.) ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศคุมเข้มนโยบายการเงิน "เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน" โดยนับเป็นการดำเนินการเชิงรุกรอบใหม่เพื่อรับมือกับกลับมาพุ่งขึ้นของ ราคาน้ำมัน แม้เงินเฟ้อภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

แบงก์ชาติสิงคโปร์ ระบุว่า จะปรับเพิ่มอัตราการแข็งค่ากรอบนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของดอลลาร์สิงคโปร์ (S$NEER) เพียงเล็กน้อย ซึ่งนับเป็นการ "ใช้นโยบายการเงินตึงตัวอีกครั้ง" เพียงแต่การปรับครั้งนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยประกาศไปก่อนห้านี้ในเดือนเม.ย. โดยยังคงความกว้างของกรอบนโยบายและระดับจุดศูนย์กลางไว้ตามเดิม

ทั้งนี้ แบงก์ชาติสิคโปร์ แตกต่างจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ใช้ "อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยใช้วิธีการ "บริหารค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก" ภายใต้กรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ แทนการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย และครั้งนี้เป็นการเพิ่มความชัน (slope) ของกรอบ เพื่อให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์เคลื่อนไหวแข็งค่าได้เร็วกว่าเดิม

"ท่ามกลางภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง การปรับนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการคุมเข้มนโยบายเมื่อเดือนเมษายน" MAS ระบุในแถลงการณ์

ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ของสิงคโปร์ ซึ่งไม่รวมหมวดที่อยู่อาศัยและการขนส่ง เพิ่มขึ้นเป็น 1.6% ในเดือนมิ.ย. จาก 1.4% ในเดือนพ.ค. ซึ่งยังอยู่ใกล้กรอบล่างของประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีของ MAS ที่ 1.5%-2.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) อยู่ที่ 1.9%

อย่างไรก็ดี บริษัทวิจัย BMI ในเครือของ Fitch Solutions ระบุว่า แรงกดดันด้านต้นทุนจากการนำเข้ามักต้องใช้เวลาสักระยะในการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง ดังนั้น จึงคาดว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สิงคโปร์ ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด จึงมีความเปราะบางต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมันโลก

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ กลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังกลุ่มกบฏฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลางล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงรับมือกับความผันผวนดังกล่าวได้ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ขยายตัว 5.7% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์สที่ 5.5% และสูงกว่ามากเมื่อเทียบกรอบคาดการณ์การเติบโตทั้งปีของรัฐบาลที่ 2%-4% 


ที่มา : CNBC, CNA