วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยน ‘บ้าน’ เป็นโรงไฟฟ้า ‘ขายไฟ’ ให้ดาต้าเซ็นเตอร์

เมื่อ AI กำลังสร้าง ‘คอขวดพลังงาน’ ให้สหรัฐ ดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัวเร็วกว่าโรงไฟฟ้า ทางออกใหม่จึงเกิดขึ้น ด้วยการเปลี่ยนบ้านประชาชนหลายล้านหลังให้เป็น ‘โรงไฟฟ้าเสมือน’ เพื่อแบ่งเบาภาระระบบไฟฟ้า ป้อนพลังงานให้ดาต้าเซ็นเตอร์ และเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านมีรายได้จากพลังงานที่เหลือใช้

การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเผชิญปัญหา “คอขวดพลังงาน” เมื่อบริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่” เพื่อรองรับ AI ทว่า การสร้างโรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า รวมถึงฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ กลับใช้เวลาหลายปีและต้องใช้งบประมาณมหาศาล

หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ล่าสุด Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่, Sunrun ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ Renew Home บริษัทที่แยกตัวออกมาจาก Google ซึ่งบริหารจัดการเทอร์โมสแตตและอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน

ทั้งสามบริษัทนี้เสนอ “ทางออก” ที่เร็วกว่า นั่นคือการนำอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในบ้านของประชาชนหลายล้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ภายในบ้าน สมาร์ทเทอร์โมสแตต และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ มารวมกันเป็น “โรงไฟฟ้าเสมือน” (Virtual Power Plant: VPP) เพื่อช่วยจ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง

ทั้งสามบริษัทประกาศความร่วมมือว่า ระบบดังกล่าวจะสามารถเพิ่มกำลังไฟฟ้าได้มากพอสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ถึง 17 แห่ง ในช่วงเวลาที่โครงข่ายไฟฟ้ามีภาระสูง โดยไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่

เปลี่ยน ‘บ้านคน’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า

แนวคิดนี้อาศัยการให้เจ้าของบ้านสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยแลกกับเงินตอบแทน จากนั้นซอฟต์แวร์จะบริหารจัดการอุปกรณ์ภายในบ้านแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น ในช่วงกลางวันที่มีพลังงานแสงอาทิตย์เหลือเฟือ ระบบจะสั่งให้แบตเตอรี่ตามบ้านชาร์จไฟไว้ เมื่อถึงช่วงค่ำที่ความต้องการใช้ไฟพุ่งสูง แบตเตอรี่เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ ปล่อยไฟกลับเข้าสู่โครงข่าย ช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้า

นอกจากแบตเตอรี่แล้ว เทอร์โมสแตตอัจฉริยะยังสามารถปรับอุณหภูมิขึ้นหรือลงเพียง 1–2 องศาในบ้านหลายแสนหลังพร้อมกัน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า โดยที่ผู้อยู่อาศัยแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง

เมื่ออุปกรณ์นับล้านชิ้นทำงานร่วมกัน ก็สามารถสร้างกำลังไฟฟ้าได้ในระดับ “ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่”

แมรี พาวเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sunrun เผยว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องใช้เวลานาน ขณะที่ศักยภาพด้านพลังงาน “มีอยู่แล้ว” ในบ้านของประชาชน เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่

ในปัจจุบัน ปัญหาของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ว่าระบบไฟฟ้าขาดกำลังผลิตตลอดเวลา แต่เป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟพุ่งสูง เช่น คลื่นความร้อนหรืออากาศหนาวจัด ซึ่งเป็นช่วงที่โครงข่ายไฟฟ้าตึงตัวที่สุด

หากสามารถดึงพลังงานสำรองจากบ้านเรือนเข้ามาใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะช่วยชะลอหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่งแห่งใหม่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ได้

เจ้าของบ้านได้เงิน ส่วนระบบไฟฟ้าลดต้นทุน

จุดเด่นของโมเดลนี้คือ เจ้าของบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ “ค่าตอบแทน” จากการนำอุปกรณ์ของตนมาช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

ในปีที่ผ่านมา Sunrun และ Renew Home จ่ายเงินสดและเครดิตค่าไฟให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรวม 67 ล้านดอลลาร์

แนวทางดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสามฝ่าย ได้แก่ เจ้าของบ้านมีรายได้เพิ่ม บริษัทเทคโนโลยีได้รับไฟฟ้าสำหรับป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนผู้ให้บริการไฟฟ้า ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมากในระยะสั้น

ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองขนาดกลาง และหลายฝ่ายคาดว่า ความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากการแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐและจีน

ขณะเดียวกัน โครงการก็เริ่มเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชนในหลายพื้นที่ เนื่องจากกังวลเรื่องค่าไฟ การใช้น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน

“โมเดลโรงไฟฟ้าเสมือน” จึงถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มกำลังไฟฟ้า โดยการเปลี่ยนพลังงานที่กระจายอยู่ในบ้านเรือนหลายล้านหลัง ให้กลายเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับระบบพลังงาน พร้อมได้รับผลตอบแทนจากการแบ่งปันพลังงานของตนเอง นี่คือแนวคิดที่อาจพลิกโฉมระบบไฟฟ้า และอาจกลายเป็นต้นแบบของโลกในยุคที่ AI กำลังขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม

อ้างอิง: nytimessunrun