สหรัฐเผยบัญชีประเทศปั่นค่าเงินรอบครึ่งปี 'ประเทศไทย' ยังคงติดหนึ่งใน 10 ประเทศในบัญชี "เฝ้าระวัง" แต่ติดเกณฑ์ลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 ลุ้นหลุดโผในรายงานงวดหน้า
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า ในปี 2025 ไม่มีประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐที่ "บิดเบือนค่าเงิน" (Currency Manipulation) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม แต่ยังคงมีประเทศคู่ค้ารายใหญ่ 10 ประเทศซึ่งรวมถึง "ประเทศไทย" ที่อยู่ใน "บัญชีเฝ้าระวัง" (Monitoring List) เพื่อติดตามแนวปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
ในรายงานรอบครึ่งปีล่าสุด (semi-annual currency report) กระทรวงการคลังสหรัฐได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่า จากการวิเคราะห์ภายใต้กฎหมาย Omnibus Trade and Competitiveness Act ปี 1988 ไม่พบว่ามีประเทศคู่ค้ารายใหญ่รายใดบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนของตนเอง โดยไม่มีประเทศใดเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อ ในปี 2025
ทั้งนี้ สหรัฐมีเกณฑ์การพิจารณา 3 ข้อ ว่าประเทศใดเข้าข่ายบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งหากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 จะถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังทันที ดังนี้
- เกินดุลการค้ากับสหรัฐ - มีการเกินดุลอย่างน้อย 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เกินดุลบัญชีเดินสะพัด - มีการเกินดุลอย่างน้อย 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
- การแทรกแซงค่าเงิน - มีพฤติกรรมแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง
ไทยยังติดโผ 'เฝ้าระวัง' แต่ก็มีข่าวดี
แม้จะไม่มีประเทศที่เข้าข่ายบิดเบือนครบทั้งสามข้อ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังระบุว่า มี 10 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจที่ยังอยู่ใน "บัญชีเฝ้าระวัง" เนื่องจากแนวปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคยังควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ "ซึ่งทั้งหมดนี้เคยอยู่ในบัญชีดังกล่าวมาแล้วในรายงานเมื่อเดือนมกราคม 2026"
ประเทศต่างๆ จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังหากเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ตามกฎหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act ปี 2015 ได้แก่ การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐในระดับสูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง และการแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในรายงานล่าสุดนี้มีข่าวดีอย่างหนึ่งคือ "ไทย สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์" เป็นเพียงสามประเทศที่เข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อเท่านั้น และหากรายงานฉบับถัดไปยังเข้าเกณฑ์ไม่ถึง 2 ข้อ ก็จะถูกถอดออกจากบัญชีเฝ้าระวัง
ก่อนการปรับหลักเกณฑ์ในรายงานฉบับเดือนมกราคม 2026 การประเมินรายครึ่งปีของกระทรวงการคลังสหรัฐมุ่งตรวจสอบเป็นหลักว่าประเทศต่างๆ มีการแทรกแซงค่าเงินเพื่อกดไม่ให้สกุลเงินของตนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง
ทั้งนี้ ก่อนการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ในรายงานฉบับเดือนม.ค.2026 การประเมินรายครึ่งปีของกระทรวงการคลังสหรัฐมุ่งตรวจสอบเป็นหลักว่า ประเทศต่างๆ มีการแทรกแซงตลาดเงินตราฝ่ายเดียว หรือบิดเบือนค่าเงิน เพื่อสกัดไม่ให้สกุลเงินของตนเองแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐระบุในรายงานฉบับเดือนม.ค. ว่า "ได้ขยายขอบเขตการติดตามให้กว้างขึ้น" โดยจะพิจารณาด้วยว่า ประเทศที่เข้าดูแลความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน มีการดำเนินการเพื่อสกัดแรงกดดันต่อ "การอ่อนค่า" ของสกุลเงิน ในลักษณะเดียวกับที่สกัดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของสกุลเงินหรือไม่
ชี้ 'จีน' จัดการหยวนไม่โปร่งใส
กระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุในรายงานล่าสุดด้วยว่า "จีน" เป็นประเทศคู่ค้าของสหรัฐที่ "ขาดความโปร่งใส" ในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่าประเทศอื่น
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมุ่งมั่นที่จะติดตามและรับมือกับแนวปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมอย่างจริงจัง และใกล้ชิด
บลูมเบิร์ก ระบุว่านโยบายหลักของรัฐบาลทรัมป์ในการรับมือกับความไม่เป็นธรรมทางการค้าก็คือ "การใช้มาตรการภาษี" เพื่อลงโทษ มากกว่าจะกดดันให้ประเทศต่างๆ ปล่อยให้ค่าเงินของตัวเองแข็งค่าขึ้น
แนวทางดังกล่าวโดยเฉพาะในกรณีของ "จีน" ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจากทั้งสองพรรค ร่วมกันเรียกร้องให้กระทรวงการคลังพิจารณาประกาศให้จีนเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงินอย่างเป็นทางการ แต่ท้ายที่สุดกระทรวงก็ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ริก สก็อตต์ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน และเอลิซาเบธ วอร์เรน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ได้ส่งหนังสือถึงเบสเซนต์ ขอให้ประสานงานกับกลุ่มประเทศ G7 เพื่อกดดันจีนในประเด็น "การกดค่าเงินของตนเองโดยเจตนา"
แม้จะยังไม่ประกาศให้จีนเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน แต่กระทรวงการคลังสหรัฐเตือนว่า จีนอาจถูกกำหนดสถานะดังกล่าวได้ในอนาคต หากมีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนแทรกแซงตลาดผ่านช่องทางทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อสกัดไม่ให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ประเมินว่า เงินหยวนยังมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจีนในตลาดโลก ขณะที่ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็เพิ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาเงินหยวนที่อ่อนค่าผิดปกติ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่สำคัญของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป
สำหรับรายงานฉบับล่าสุดนี้ ครอบคลุมข้อมูลตลอด 4 ไตรมาสจนถึงเดือนธันวาคม 2025 โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมาก จากความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงผลกระทบต่อความต้องการถือครองสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นค่าเงินดอลลาร์กลับมาทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
ในช่วงเวลาดังกล่าว สกุลเงินของประเทศคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงเงินเยนของญี่ปุ่น เผชิญแรงกดดันหนัก โดยข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. บ่งชี้ว่า ทางการญี่ปุ่นอาจขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อนำเงินไปแทรกแซงตลาดและพยุงค่าเงินเยน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





