วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เอไอ... ไทยจะได้อะไร ?

แม้ยอดส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะพุ่งแรงจนติดโพลประเทศที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI แต่เมื่อเจาะลึกดูโครงสร้างการผลิตจริง กลับพบความย้อนแย้งที่น่ากังวล เมื่อตัวเลขส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศกำลังวิ่งไปคนละทาง

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้ประโยชน์จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือ Capital Expenditure (CapEx)

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์นั้น ถึงขนาดที่ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่ได้อานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนด้านเอไอ โดยประเทศอื่นๆ ได้แก่ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน

แต่นักวิเคราะห์หลายต่อหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ไทย “อาจไม่ค่อยได้อะไร” จากเม็ดเงินเอไอในครั้งนี้ แม้กระทั่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เปิดเผยข้อมูลว่า ตัวเลขการส่งออกไทยมีแนวโน้มโต 14% ในปีนี้ และส่วนใหญ่มาจากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แต่ประเด็นคือ บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีทั้งหมด 105 บริษัท แต่ 87 บริษัทกลับเป็นบริษัทต่างชาติ ดังนั้นก็มีแนวโน้มว่าเม็ดเงินที่เกิดขึ้นอาจไม่ไหลเข้าเศรษฐกิจไทยมากขนาดนั้น ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทเหล่านี้ใช้ชิ้นส่วนนำเข้ามากถึง 70% ตามข้อมูลของ ธปท.

ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานผ่านบทความ “The AI Export Boom That Wasn’t” โดยอ้างอิงบทวิเคราะห์จากแบงก์ออฟอเมริกา เพื่อยืนยันอีกเสียงว่า เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ประโยชน์มากนักจากเม็ดเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ในครั้งนี้

อย่างแรกคือ ธรรมชาติของการลงทุนด้านเอไอมักจะพึ่งพาการนำเข้ามากกว่าการใช้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในประเทศอยู่แล้ว ตรงนี้ก็ทำให้ตัวเลขการนำเข้าของไทยสูงขึ้นเช่นเดียวกันในช่วงปีที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยจะโต โดยเฉพาะในภาคส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ตัวเลขที่บ่งบอกกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมของไทยอย่าง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ Manufacturing Production Index (MPI) กลับปรับตัวลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ความเห็นของแบงก์ออฟอเมริกาในประเด็นนี้คือ “การส่งออกที่โตไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการผลิตภายในประเทศเหมือนกับที่ตัวเลขการส่งออกพุ่งสูงขึ้น ตัวเลขการส่งออกสุทธิบ่งบอกถึงสินค้าที่ข้ามแดนไปยังประเทศอื่น ในขณะที่ตัวเลข MPI บอกว่าโรงงานในไทยทั้งหมดผลิตอะไรไปเท่าไร ตอนนี้ตัวเลขทั้งสองอย่างชี้ไปคนละทาง”

แปลความง่ายๆ ก็คือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศอาจจะโตขึ้นจริง แต่ทั้งหมดกลับแลกมาด้วยผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมในประเทศที่จ้างงานคนหลายแสนคน 

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก แสดงความคิดเห็นว่า ทั้งหมดทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่ค่อนข้าง “ประหลาด” ซึ่งอาจจะเป็นบทเรียนให้ประเทศอื่นๆ ที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสายธารเอไอว่า การส่งออกที่สูงขึ้นอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ และคนในประเทศอาจจะไม่ได้ผลประโยชน์อย่างที่คาด หากผลประโยชน์เหล่านั้นมาจากการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศที่สูง และมีการส่งผ่านอานิสงส์สู่การจ้างงานในท้องถิ่นที่ต่ำ