เมื่อต้นปี 2025 DeepSeek เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกมาแล้ว หลังเปิดตัวโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงทว่าต้นทุนต่ำ จนทำให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐที่ราคาแพงกว่ากันหลายเท่าตัว และฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักทั่วโลก
ล่าสุดปรากฏการณ์คล้ายๆ กันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ “Moonshot AI” บริษัทสตาร์ตอัปจากกรุงปักกิ่ง เปิดตัว “Kimi K3” โมเดลเอไอแบบ Open-weight ที่ทำผลงานในการทดสอบมาตรฐานอุตสาหกรรมได้ “ทัดเทียม” โมเดลระดับแนวหน้าของสหรัฐอย่าง OpenAI และ Anthropic จนสร้างแรงเทขายในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้เด่นเรื่องราคาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่มาแข่งที่ศักยภาพ และความพรีเมียม
Moonshot คือใคร ทำไมดังไปทั่วโลก
Moonshot AI คือ สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกรุงปักกิ่ง ที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียงประมาณ 3 ปี หรือเมื่อต้นปี 2024 และเพิ่งเป็นกระแสไปทั่วโลกหลังเปิดตัวโมเดล LLM รุ่นใหม่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในชื่อว่า “Kimi K3” และผ่านการทดสอบมาตรฐานในระดับที่ทัดเทียมกับโมเดลชั้นนำของโลกอย่าง OpenAI และ Anthropic
เว็บไซต์จัดอันดับ Artificial Analysis จัดให้ Kimi K3 มีคะแนนสูงเป็น “อันดับ 3” จากทั้งหมด 28 รุ่น เอาชนะได้ทั้ง Gemini, Grok, Opus และอีกหลายโมเดลชั้นนำของสหรัฐ โดยเป็นรองเพียงแค่ Claude Fable 5 จากค่ายแอนโทรปิก และ GPT 5.6 Sol (Max) จากค่ายโอเพนเอไอ เท่านั้น
Kimi K3 แตกต่างจากค่ายอเมริกาตรงที่เป็นโมเดล Open-weight หรือโมเดล “กึ่งเปิด” ที่ให้ผู้ใช้นำค่าน้ำหนัก (weights) ซึ่ง AI เรียนรู้จากการฝึกไปติดตั้ง และปรับแต่งใช้งานเองได้ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด เช่น ชุดข้อมูล วิธีการฝึก และซอร์สโคดที่ใช้พัฒนาโมเดล เรียกได้ว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างโมเดลแบบปิดที่ Antropic และ OpenAI ใช้อยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับเปิดเป็น Open-source
แต่ตัวเลขที่ทำให้หลายคนทึ่งก็คือ โมเดลจีนตัวนี้มีค่า “พารามิเตอร์” หรือค่าน้ำหนักที่โมเดล AI เรียนรู้จากการฝึกมากถึง 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งถือเป็นขนาดที่ใหญ่มาก และมักจำกัดอยู่แค่ใน AI โมเดลปิดระดับเรือธงตัวท็อปที่เรียกกันว่า “Frontier AI”
นั่นหมายความว่าจีนสามารถสร้างโมเดล Open-weight ขนาดใหญ่มากที่มีสมรรถนะในระดับ Frontier AI ได้แล้ว และเอาชนะโมเดลดังๆ หลายรุ่นจากสหรัฐได้
โมเดลที่มีขนาดใหญ่มากนี่เองที่ทำให้ Kimi K3 มีจุดเด่นเรื่องการเขียนโคด (Coding) การให้เหตุผล (Reasoning) และการรองรับบริบทยาว (Long Context)
ความสามารถด้านการเขียนโคดถือเป็นหนึ่งในบริการที่สร้างรายได้มากที่สุดของบริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ระดับแนวหน้า และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ Anthropic และ OpenAI ก่อนที่ทั้งสองบริษัทจะเดินหน้าไอพีโอ หาก Moonshot สามารถนำเสนอทางเลือกที่มีศักยภาพได้ ก็อาจพลิกโฉมธุรกิจนี้ได้
แม้จะบอกว่าไม่ได้แข่งที่ราคาถูกเหมือนเคส DeepSeek แต่ราคาที่แพงที่สุดตัวหนึ่งในจีนก็ยังถูกกว่ามากเมื่อเทียบเรือธงหลายตัวของสหรัฐ
Kimi K3 มีต้นทุนเฉลี่ยในการทำภารกิจมาตรฐาน AI อยู่ที่ประมาณ 0.95 ดอลลาร์ต่อภารกิจ ซึ่งแพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง Kimi 2.6 หรือ DeepSeek V4 Flash อยู่ในช่วงราคาเพียง 0.02-0.33 ดอลลาร์ แต่ก็ยังถูกกว่ามากเมื่อเทียบ Claude Fable 5 ซึ่งอยู่ที่ 2.75 ดอลลาร์
“หยาง จื้อหลิน” หัวกะทิดาวรุ่งจีน
ผู้ที่ก่อตั้ง Moonshot คือ “หยาง จื้อหลิน” (Yang Zhilin) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งเคยทำงานที่ Meta Platforms Inc. และ Google
ก่อนที่ DeepSeek จะสร้างชื่อเสียงขึ้นมา หยางถือเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ AI ของจีน เขาเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน และเป็นผู้เขียนงานวิจัยด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางมากกว่า 12 ฉบับ
เมื่อเขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัทของตัวเองเพื่อท้าชิง OpenAI บรรดากองทุนเวนเจอร์ แคปิทัลต่างแห่เข้ามาสนับสนุนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มูลค่าของบริษัท Moonshot AI พุ่งแตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ Kimi ก้าวขึ้นเป็นทางเลือกแทน ChatGPT ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน
หยาง จื้อหลิน วัย 33 ปี ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักวิชาการและมีชื่อในด้าน AI เท่านั้น แต่ยังมี “คาแรกเตอร์” ที่โดดเด่นเรื่องความเป็น “แฟนเพลงเมทัล” ตัวยง นำความชอบมาสอดแทรกในวัฒนธรรมองค์กร ห้องประชุมภายในสำนักงานใหญ่ถูกตั้งชื่อตามวงดนตรีที่เขาชื่นชอบ เช่น Radiohead, Led Zeppelin, Queen และ Nirvana
ส่วนแพ็กเกจสมาชิกของโมเดลเอไอ Kimi ก็ใช้ชื่อที่อิงมาจากคำกำหนดจังหวะในดนตรีคลาสสิก ได้แก่ Adagio, Andante และ Moderato ขณะที่ชื่อของบริษัทในภาษาจีนยังแปลว่า “Dark Side of the Moon” ซึ่งเป็นชื่อตามอัลบั้มโปรดจากวง Pink Floyd ด้วย
เล็ง IPO ภายใน 6 เดือน
บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า Moonshot AI เปิดเผยกับนักลงทุนว่ากำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เร็วสุดภายใน 6 เดือน หลังโมเดล AI รุ่นล่าสุดของบริษัทได้เปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมที่มีต่อศักยภาพด้าน AI ของจีน และส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวร่วงลง
บริษัทได้เริ่มกระบวนการขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น โดยส่งเอกสารขอมติผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับแผนการเข้าจดทะเบียนใน “ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง” แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่า IPO อาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ Moonshot อยู่ระหว่างสรุปการระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้บริษัทอายุ 3 ปีแห่งนี้มีมูลค่ากิจการ “มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์”
บริษัทประเมินว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมสำหรับการเข้าตลาดหุ้น หลังรายรับตามแผนล่วงหน้าต่อปี (ARR) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดรายได้ในอนาคตพุ่งแตะ 300 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมิ.ย. ขณะที่บลูมเบิร์กเคยรายงานก่อนหน้านี้ว่าบริษัทมี ARR แตะ 200 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย.
บริษัทตั้งราคา Kimi K3 ไว้ในระดับใกล้เคียงกับ Claude Sonnet ของ Anthropic ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีศักยภาพเพียงพอที่จะตั้งราคาสูงกว่าโมเดล AI จีนรายอื่นๆ โดยแหล่งข่าวระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัว K3 ยอดขายรายวันของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6 เท่า
ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายแพ็กเกจสมาชิกสำหรับแชตบอตหลายระดับ และเปิดให้ลูกค้าองค์กรใช้เทคโนโลยีเอไอของบริษัท นอกจากนี้ยังเพิ่งเปิดตัว AI Agent อเนกประสงค์ชื่อ Kimi Work อย่างไรก็ตาม ขนาดธุรกิจยังเล็กกว่าบริษัทอย่าง Z.AI ซึ่งกำลังมุ่งสู่รายได้ต่อปีที่ 1 พันล้านดอลลาร์
Moonshot กำลังเร่งเดินหน้าเข้าตลาดทุนในช่วงที่รัฐบาลปักกิ่งเพิ่มการสนับสนุนการพัฒนา AI ภายในประเทศ โดยประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ยกย่องความก้าวหน้าของจีนด้าน AI ต้นทุนต่ำ พร้อมเรียกร้องให้มีระเบียบเทคโนโลยีโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น
ขณะเดียวกัน “DeepSeek” ก็กำลังวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเช่นกัน โดยคาดว่าจะเป็นปี 2570 พร้อมเดินหน้าระดมทุนรอบที่สองจากนักลงทุน เพื่อเสริมฐานเงินทุนสำหรับการพัฒนาบริการ AI และขยายการให้บริการทั่วโลกด้วยราคาที่ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบคู่แข่งจากสหรัฐ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


