วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นเสนอไอเดีย ใช้ ‘ไฮโดรเจน’ แทนน้ำมัน ผลิต ‘วัตถุดิบทำพลาสติก’ ลดพึ่งฮอร์มุซ

เมื่อฮอร์มุซไม่แน่นอน ญี่ปุ่นจึงมองหาทางเลือกใหม่ บริษัท Kawasaki Heavy เสนอไอเดียใช้ ‘ไฮโดรเจน’ แทนน้ำมันดิบ ในการผลิตวัตถุดิบทำพลาสติกอย่าง ‘แนฟทา’ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว แม้ต้องแลกด้วยต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม

ท่ามกลางวิกฤติฮอร์มุซ เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า บริษัท Kawasaki Heavy Industries จากญี่ปุ่น ชูเทคโนโลยีผลิต “แนฟทา” จาก “ไฮโดรเจน” แทนการพึ่งพาน้ำมันดิบ โดยแนฟทา (Naphtha) ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตพลาสติกเกือบทุกชนิด ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ ผลิตยางสังเคราะห์ ฯลฯ

หากทำได้ในระดับอุตสาหกรรม จะช่วยให้ญี่ปุ่นมีแหล่งผลิตวัตถุดิบปิโตรเคมีในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการนำเข้าน้ำมันและวิกฤติด้านภูมิรัฐศาสตร์

บริษัทฯระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวต่อยอดจากกระบวนการ Fischer-Tropsch ซึ่งใช้ไฮโดรเจนและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา ภายใต้ความร้อนและความดันสูง เพื่อสังเคราะห์เป็นเชื้อเพลิงหรือไฮโดรคาร์บอนเหลว โดยปัจจุบัน Kawasaki Heavy มีโรงงานในประเทศเติร์กเมนิสถานที่ผลิตน้ำมันเบนซินสังเคราะห์ได้ถึง 600,000 ตันต่อปี และเชื่อว่า สามารถประยุกต์เทคโนโลยีเดียวกันมาผลิตแนฟทาจากไฮโดรเจนได้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ ต้นทุนการผลิตที่ยังสูงมาก โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบในญี่ปุ่นที่สูงกว่าตะวันออกกลางมากกว่า 2 เท่า ขณะที่การใช้ “ไฮโดรเจนสีเขียว” ซึ่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ยังมีต้นทุนสูงกว่าการใช้ไฮโดรเจนจากน้ำมันหลายเท่าตัว 

นอกจากนี้ การก่อสร้างโรงงานใหม่ยังต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล โดยโรงงานในเติร์กเมนิสถานมีมูลค่าการลงทุนราว 150,000 ล้านเยน

เคนจิ ซานาดะ กรรมการบริหารของ Kawasaki Heavy กล่าวว่า เติร์กเมนิสถานซึ่งอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติ สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ในราคาถูก จึงมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากพอที่จะผลิตน้ำมันเบนซินสังเคราะห์เพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่ามาก การทำให้การผลิตแนฟทาคุ้มทุน ถือเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง

เขาระบุว่า วิกฤติอย่างการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งจะเกิดกระแสเรียกร้องให้พัฒนาแหล่งพลังงานและเทคโนโลยีทางเลือก แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความสนใจของตลาดก็มักกลับไปให้ความสำคัญกับ “ต้นทุน” เป็นหลัก

Kawasaki Heavy มองว่า หากรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถผลักดันให้ “ต้นทุนไฮโดรเจน” ลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือเหลือ 30 เยนต่อลูกบาศก์เมตรภายในปี 2030 และ 20 เยนภายในปี 2050 การผลิตแนฟทาจากไฮโดรเจนก็จะเริ่มมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และอาจนำไปสู่การผลิตแนฟทาแบบ “ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์” ได้ในอนาคต

แม้ปัจจุบัน ราคาน้ำมันและแนฟทาจะเริ่มปรับลดลงจนแรงกังวลด้านการจัดหาวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย แต่บริษัทเชื่อว่า การมีห่วงโซ่อุปทานแนฟทาภายในประเทศที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของญี่ปุ่นในระยะยาว แม้จะต้องแลกกับต้นทุนที่สูงกว่าก็ตาม

อ้างอิง: nikkei