สำนักข่าว DW รายงานว่า กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือ รัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) นำโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย กำลังเดินหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ทวีปแอฟริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้กระแสเงินทุนเหล่านี้จะช่วยอุดช่องโหว่ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับชาติต่างๆ ในแอฟริกา แต่เบื้องหลังความร่วมมือกลับเต็มไปด้วยวาระที่แตกต่างกันของการแข่งขันช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างมหาอำนาจตะวันออกกลาง
มูลค่าเงินทุนอ่าวอาหรับในภูมิภาคแอฟริกา
ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ 'ADNOC Distribution' ธุรกิจค้าปลีกพลังงานแห่งอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจเชื้อเพลิงของ 'Shell' ในแอฟริกาใต้ ด้วยมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งดีลดังกล่าวช่วยการันตีจุดยืนของอาบูดาบีในตลาดพลังงานของทวีปแอฟริกาได้อย่างแข็งแกร่ง
ดีลมูลค่ามหาศาลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่สะท้อนว่า กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Chatham House สถาบันคลังสมองชั้นนำของอังกฤษระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาติสมาชิก GCC ได้ลงทุนในแอฟริกาไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ โดยเม็ดเงินราว 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์มาจากยูเออี และอีก 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์มาจากซาอุดีอาระเบีย
สเตฟาน รอลล์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี ชี้ว่า สำหรับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ แอฟริกาไม่ใช่ดินแดนที่ห่างไกล แต่เปรียบเสมือนภูมิภาคเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแถบแอฟริกาตะวันออกซึ่งเป็นเส้นทางการค้าหลักที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจกันมานานหลายทศวรรษ
มุ่งกระจายความเสี่ยงและช่วงชิงทรัพยากรสำคัญ
แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้มหาอำนาจตะวันออกกลางหันมามองแอฟริกาในมุมที่เปลี่ยนไป คือความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อหลุดพ้นจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล มัดดาเลนา โปรโคปิโอ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป อธิบายว่า ชาติเหล่านี้มองเห็นศักยภาพมหาศาลของแอฟริกาในฐานะตลาดใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้จากภาคส่วนที่พวกเขาไม่เคยเข้าไปลงทุนมาก่อน
รายงานจากหลายสถาบัน เช่น Brookings Institution และกลุ่มธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank Group) สอดคล้องกันว่า ทุนจากอ่าวอาหรับมุ่งเน้นไปที่ภาคพลังงาน ท่าเรือ โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และแร่สำคัญ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้เป็นการเดินหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความมั่นคงของเส้นทางการค้า ความมั่นคงทางอาหาร และรับประกันการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ เช่น ทองแดง โคบอลต์ และลิเธียม ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
'ยูเออี' รุกคืบปะทะ 'ซาอุดีอาระเบีย'
แม้เป้าหมายภาพรวมจะคล้ายกัน แต่กลยุทธ์ของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นผู้เล่นที่รุกคืบหนักที่สุด ยุทธศาสตร์ของยูเออีขับเคลื่อนเป็นแพ็กเกจที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ด้านท่าเรือและโลจิสติกส์เข้ากับนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง การควบคุมท่าเรือยุทธศาสตร์ไม่เพียงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังมอบอำนาจต่อรองทางการเมืองเหนือเส้นทางการค้าโลก เนื่องจากยูเออีเป็นประเทศขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการขยายเครือข่ายการค้าในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง และเพื่อท้าทายอิทธิพลระดับภูมิภาคของซาอุดีอาระเบีย
ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียมีรูปแบบการลงทุนที่เจาะจงมากกว่า โดยมุ่งเน้นที่ภาคพลังงานหมุนเวียนและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุนการพัฒนา ทั้งในระดับทวิภาคีและผ่านสถาบันพหุภาคีอย่างธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา (Islamic Development Bank) โดยมีเป้าหมายการค้าต่างประเทศที่สอดคล้องกับแผนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของตนเอง
และแม้ขณะนี้กาตาร์ยังมีบทบาทในแอฟริกาน้อยกว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็เริ่มมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเฉพาะด้านมากขึ้นเช่นกัน
โอกาสทองของ ‘แอฟริกา’ ท่ามกลางช่องว่างของมหาอำนาจ
สำหรับประเทศในแอฟริกา กระแสเงินทุนจากอ่าวอาหรับนับว่ามาในจังหวะที่เหมาะสม ท่ามกลางภาวะที่ความต้องการทางการเงินของทวีปกำลังพุ่งสูงขึ้น แต่เม็ดเงินช่วยเหลือจากชาติตะวันตกกลับหดตัวลง และจีนก็เริ่มชะลอการปล่อยสินเชื่อ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากกลุ่มอ่าวอาหรับจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการอุดช่องว่างด้านการจัดหาทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ทุนจากอ่าวอาหรับยังมีความได้เปรียบเหนือจีนตรงที่เน้นการลงทุนมากกว่าการปล่อยกู้ ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่าและปราศจากเงื่อนไขผูกมัดทางการเมืองที่ซับซ้อน ช่วยให้รัฐในแอฟริกาไม่ต้องผูกขาดความสัมพันธ์กับประเทศใดประเทศหนึ่ง และมีอิสระในการขยายพันธมิตรบนเวทีโลก
แม้การหลั่งไหลของเงินทุนจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีข้อควรระวังซ่อนอยู่ สถาบันวิเคราะห์หลายแห่งออกมาเตือนว่า การลงทุนที่กระจุกตัวอยู่แค่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ และทรัพยากรธรรมชาติ อาจสร้างภาวะพึ่งพาใหม่และตอบสนองเพียงผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติผู้ลงทุน ซึ่งเสี่ยงที่จะลดทอนบทบาทของประเทศในแอฟริกาให้เป็นเพียงแหล่งผลิตวัตถุดิบส่งออกโดยไม่ได้ผ่านการแปรรูป
ท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ความสำเร็จของความร่วมมือนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเม็ดเงินมหาศาล แต่อยู่ที่ว่าชาติในแอฟริกาจะสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากเงินทุนเหล่านี้ได้อย่างไร การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อมันมีส่วนช่วยยกระดับภาคการผลิต อุตสาหกรรมภายในประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจแอฟริกาในระยะยาวอย่างแท้จริง


