วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ที่ปรึกษา 'โมดี' เสนออินเดียปรับยุทธศาสตร์ ดึงเม็ดเงินลงทุนจีน สู้ความผันผวนนโยบายสหรัฐฯ

ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ออกโรงเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน โดยเน้นการเปิดประตูรับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงและพิจารณาเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้น้อยลง

โดย ราเคช โมฮัน สมาชิกสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ระบุว่าอินเดียควรยุติการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าและหันมาใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านค่าแรงที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพื่อดึงดูดเงินทุนจากจีน ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพื่อมุ่งสร้างงานและผลักดันการส่งออกของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่ปรึกษา 'โมดี' เสนออินเดียปรับยุทธศาสตร์ ดึงเม็ดเงินลงทุนจีน สู้ความผันผวนนโยบายสหรัฐฯ

ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ถูกนำเสนอนี้ มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดผู้ผลิตจากจีนให้เข้ามาลงทุนในกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของอินเดียเป็นหลัก อาทิ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งถือเป็นการปรับทิศทางครั้งสำคัญหลังจากที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตกต่ำลงจากเหตุปะทะบริเวณพรมแดนในปี 2020 จนนำไปสู่การคุมเข้มการลงทุนจากจีนอย่างเข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม โมฮันมองว่าอินเดียมีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริงเนื่องจากปัจจุบันอินเดียมีการนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึงกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี การสร้างความร่วมมือในเชิงลึกจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่ยิ่งไปกว่าความมั่นคงแห่งชาติ" เขากล่าว

นอกจากนี้ ที่ปรึกษาของโมดียังเสนอให้รัฐบาลอินเดียพิจารณาทบทวนการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่อินเดียเคยถอนตัวออกไปในปี 2019 รวมถึงการแสวงหาลู่ทางเข้าร่วมความตกลง CPTPP เพื่อบูรณาการอินเดียเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของเอเชียอย่างเต็มตัว

ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นโยบายกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความกังวลต่อความแน่นอนในการเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจระยะยาวกับสหรัฐส่งผลให้อินเดียจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตของตนเองผ่านการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจในฝั่งตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นหัวเจาะสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีโลกในทศวรรษหน้า

อ้างอิง: Bloomberg