ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลง หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัว ท่ามกลางการจับตาการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน และความตึงเครียดรัสเซีย–ยูเครน
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (3 - 9 ก.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลง หลังจากการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณการส่งออกกลับมาอยู่ในระดับมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลกผ่อนคลายลง
ประกอบกับคาดว่าตลาดมีแนวโน้มเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกินในปี 2570 จากการที่กลุ่มโอเปกพลัสทยอยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ รวมถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์โลกที่ชะลอกว่าคาดการณ์
ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังจากการหารือทางอ้อมที่กรุงโดฮามีสัญญาณเชิงบวกและทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าเจรจาในรอบถัดไป แม้ยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นหลัก โดยความคืบหน้าดังกล่าวช่วยบรรเทาความกังวลต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากรัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยโดรนและขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซีย ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันโลกในระยะต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• การส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุชทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบดังกล่าวกลับมาอยู่ในระดับมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบสู่ระดับกว่า 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุดิอาระเบียปรับเพิ่มการส่งออกเป็น 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเฉลี่ยใน ปี 2568
นอกจากนี้ ปริมาณส่งออกดังกล่าวคิดเป็นกว่า 90% ของปริมาณการส่งออกในเดือน ก.พ. 69 อีกทั้งผู้ส่งออกกำลังเร่งการส่งมอบน้ำมันให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันในตลาดโลกผ่อนคลายลง ขณะเดียวกัน ทางด้าน Goldman Sachs คาดว่าตลาดน้ำมันอาจเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกินในปี 2570 จากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส การขยายตัวของการผลิต Shale Oil ของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของอุปสงค์โลกที่ช้ากว่าคาด
• ตลาดยังคงติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์และปากีสถานได้เสร็จสิ้นการหารือทางอ้อมกับคณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่าน ในกรุงโดฮา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในเชิงบวกในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU)
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าการเจรจาในรอบถัดไป หลังจากเสร็จสิ้นพิธีไว้อาลัยอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านในวันที่ 9 ก.ค. แต่ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นหลัก ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และแสดงความเชื่อมั่นว่าการลดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านมีความคืบหน้า
• กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และชาติพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส พิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มเติมในเดือน ส.ค. 69 อีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือน ก.ค. และ มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ กลุ่มโอเปกพลัสได้ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตรวมเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือน เม.ย.- ก.ค. 69 เพื่อทยอยชดเชยกำลังการผลิตที่เคยปรับลดโดยสมัครใจ (Voluntary cut) จำนวน 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน พ.ค. 66
นอกจากนี้ กลุ่มโอเปกพลัสยังอยู่ระหว่างการทบทวนศักยภาพการผลิตของประเทศสมาชิก เพื่อกำหนดฐานการผลิต (Production Baseline) ใหม่สำหรับปี 2570 ซึ่งจะใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดสรรโควตาการผลิตในอนาคต ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาท่าทีของอิรักอย่างใกล้ชิด หลังจากมีรายงานว่าอาจพิจารณาถอนตัวออกจากกลุ่ม หากไม่ได้รับการอนุมัติให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิรักได้ยืนยันในเวลาต่อมาว่ายังคงสนับสนุนการประเมินโควตาการผลิตใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตที่แท้จริงของประเทศสมาชิกแต่ละราย
• ตลาดจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีกรุง Kyiv เมืองหลวงของยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก นับเป็นการโจมตีของรัสเซียที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสองของปี 2569 โดยรัสเซียระบุว่าการปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศของยูเครน
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนได้มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของรัสเซีย โดยล่าสุด ยูเครนได้โจมตีโรงกลั่น Lukoil - Nizhegorodnefteorgsintez ในเมือง Kstovo ซึ่งมีกำลังการผลิต 340,000 บาร์เรลต่อวัน และเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่อันดับ 4 อีกทั้งเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบนซินรายใหญ่อันดับที่ 2 ของรัสเซีย ส่งผลให้โรงกลั่นดังกล่าวได้รับความเสียหาย
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดุลการค้า ยอดการนำเข้าและส่งออก เดือน พ.ค. 69 รายงานข้อมูลยอดขายบ้านมือสอง เดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ทุนสำรองระหว่างประเทศ เดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดขายปลีก เดือน พ.ค. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย. - 2 ก.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 4.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 69.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 4.62 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 72.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากได้รับแรงกดดันจากการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยมีรายงานว่า การส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสามารถกลับมาสู่ระดับอย่างน้อย 75% เมื่อเทียบกับระดับก่อนสงคราม ประกอบกับคาดการณ์ว่าการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนยังคงซบเซา สะท้อนอุปสงค์ที่ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด
ด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 113,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดปรับลดคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมซึ่งจัดขึ้นในเดือน ก.ค. 69 นี้ จากระดับ 33% สู่ระดับเพียง 20%
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุน หลังรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 26 มิ.ย. 69 ปรับตัวลดลง 3.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 408.4 ล้านบาร์เรล แตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 61 จากการที่โรงกลั่นเร่งเพิ่มกำลังการผลิตรองรับความต้องการใช้น้ำมันในเทศกาลหยุดยาววันชาติสหรัฐฯ ในวันที่ 4 ก.ค.


