วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ไพ่อิหร่าน’ อ่อนแรงลง หลังน้ำมันส่อล้นตลาด

‘ไพ่ฮอร์มุซ’ ที่เคยช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้อิหร่านกำลัง ‘อ่อนพลังลง’ หลังราคาน้ำมันร่วงกลับสู่ระดับก่อนสงคราม และ OPEC+ เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิต จนตลาดน้ำมันโลกพลิกจากความกลัว ‘น้ำมันขาดแคลน’ มาเป็นกังวล ‘น้ำมันล้นตลาด’ แทน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา “ช่องแคบฮอร์มุซ” คือไพ่สำคัญที่อิหร่านใช้กดดันโลก เพราะการขู่ปิดเส้นทางขนส่งพลังงานนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูง กดดันเศรษฐกิจโลก รวมถึงเร่งให้สหรัฐต้องรีบทำข้อตกลงกับอิหร่าน ก่อนที่ราคาน้ำมันและความเสี่ยงในตะวันออกกลางจะลุกลามเกินควบคุม

แต่วันนี้ สถานการณ์กำลัง “พลิกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว” เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงหลุด 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาก่อนเกิดสงครามแล้ว ขณะที่น้ำมันเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้ไพ่ของอิหร่านใบนี้ “เริ่มสูญเสียความได้เปรียบ”

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ราคาน้ำมันร่วงแรงแล้วก็ตาม แต่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) กลับมีมติเห็นชอบให้ “เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน” เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 จนอาจฉุดราคาน้ำมันให้ต่ำลงไปอีก และทำให้ตลาดเปลี่ยนเป็นกังวล “น้ำมันล้นตลาด” แทน

รอรี จอห์นสตัน ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดน้ำมัน Commodity Context กล่าวว่า การพลิกผันของสถานการณ์ครั้งนี้ จากตลาดที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเกือบเผชิญภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรง กลายมาเป็นตลาดที่มีน้ำมันล้นเหลือเพียงพอ ถือเป็น “พัฒนาการที่แทบจะน่าขัน” เพียง 4 เดือนหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ในขณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ภาวะน้ำมันล้นตลาดและราคาที่มีแนวโน้มอ่อนตัว จะช่วยเร่งการสะสมสต็อกในระยะถัดไป โดยทั้ง JPMorgan, Macquarie และ Citigroup ประเมินว่า ราคาน้ำมันซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีโอกาสลดลงสู่ระดับ “60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่งน้ำมัน Vortexa ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเพียง 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม การส่งออกน้ำมันดิบเร่งตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 40% ของช่วงก่อนเกิดสงคราม

ขณะเดียวกัน ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เข้าสู่ระดับ “ปกติใหม่” ที่ประมาณ 30-60 ลำต่อวัน แม้จะยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดน้ำมันโลกได้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ได้เชื่อมโยงประเด็น “ปริมาณน้ำมันสำรอง” เข้ากับ “อำนาจต่อรองในการเจรจา” อย่างชัดเจน โดยให้สัมภาษณ์กับไมเคิล โนลส์ สื่อมวลชนและนักจัดรายการชื่อดังว่า สหรัฐได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับอิหร่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ทั่วโลกเติมสต็อกน้ำมันบางส่วนก่อน แล้ว “ค่อยดูว่าไพ่ในมือของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร” ซึ่งหมายถึงการประเมินจุดยืนและอำนาจต่อรองของอิหร่านบนโต๊ะเจรจา

อย่างไรก็ตาม แม้อุปทานจะกลับมาฟื้นตัว แต่การเติมคลังสำรองยังเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน ตัวอย่างเช่น คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ (SPR) ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 และฮาหมัด ฮุสเซน นักเศรษฐศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากบริษัทวิจัย Capital Economics ประเมินว่า หากเติมในอัตรา 200,000 บาร์เรลต่อวัน ก็ยังต้องใช้เวลาราว 15-18 เดือน จึงจะกลับสู่ระดับก่อนสงคราม

ขณะที่จีน แม้จะดึงน้ำมันจากคลังสำรองขนาดใหญ่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติในอ่าวเปอร์เซีย แต่ยังไม่มีสัญญาณเร่งเติมสต็อกกลับ โดยการนำเข้าน้ำมันทางทะเลในเดือนมิถุนายนอยู่ที่เพียง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แม้กระนั้น เหล่านักวิเคราะห์มองว่า ยิ่งประเทศต่าง ๆ สามารถสะสมคลังน้ำมันสำรองได้มากขึ้นเท่าใด อำนาจต่อรองของอิหร่านในการใช้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นเครื่องมือกดดันเศรษฐกิจโลก ก็จะยิ่งลดลง แม้ว่าจะยังมีความกังวลว่า ความสงบสุขในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจไม่ใช่สถานการณ์ที่ยั่งยืนก็ตาม

อ้างอิง: wsjreuters