เปิดโผผลตอบแทนครึ่งปีแรก 2026 หุ้น ‘เอเชีย-สหรัฐ’ ทะยานรับกระแส AI สวนทางคริปโท-ทองคำปรับฐาน ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์
การเดินทางของตลาดทุนโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียเหนือและสหรัฐที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ประมวลภาพสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรก 2026 สินทรัพย์ไหนโชว์ฟอร์มเด่น และจับตาทิศทางครึ่งปีหลัง
‘เอเชีย-สหรัฐ’ กอดคอพุ่งรับอานิสงส์ AI
ดัชนีหุ้นในภูมิภาคเอเชียเหนือกลายเป็น "ผู้ชนะ" ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดอย่างโดดเด่น นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปิดตลาดในวันที่ 30 มิ.ย.
ดัชนี KOSPI ของ เกาหลีใต้ คว้าแชมป์พุ่งทะยานสูงถึง +92.67% มาปิดที่ระดับ 8,303.41 จุด
ดัชนี Nikkei 225 ของ ญี่ปุ่น ตามมาเป็นอันดับสองด้วยการบวกเพิ่ม +35.97% อยู่ที่ระดับ 70,474.96 จุด
ขณะเดียวกัน “หุ้นไทย” โชว์ความแข็งแกร่งฟื้นตัวอย่างร้อนแรง โดยปิดตลาดกลางปีที่ 1,591.24 จุด บวกขึ้นมา 311.19 จุด หรือคิดเป็น +24.31%
ฝั่งวอลล์สตรีทยังคงเดินหน้าทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง นำโดย
- ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น +21.00% มาอยู่ที่ 7,499.36 จุด
- Nasdaq 100 พุ่งขึ้น +20.11% อยู่ที่ 30,276.35 จุด
- ดัชนีอุตสาหกรรม Dow Jones ขยับขึ้นสะท้อนภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ +8.14% ที่ระดับ 52,319.20 จุด
ความร้อนแรงของฝั่งหุ้นสอดคล้องกับรายงานของ JP Morgan Global Research ที่ระบุว่า วงจรการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ที่มีสหรัฐเป็นผู้นำแรงขับเคลื่อนสำคัญ และได้มีการปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปีเป็น 7,800 จุด พร้อมคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ขยายตัวถึง +29% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ดูบราฟโก ลาคอส-บูจาส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดโลกของเจพี มอร์แกน เตือนว่า
"เส้นทางขาขึ้นจะไม่เป็นเส้นตรง เนื่องจากตลาดเริ่มยกระดับมาตรฐานผลประกอบการให้สูงขึ้น ทำให้สร้างเซอร์ไพรส์ได้ยากขึ้นในอนาคต"
ส่วตลาดดัชนีหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกเติบโตในกรอบจำกัด เช่น
- FTSE 100 ของอังกฤษ +5.30%
- CSI 300 ของจีน +5.11%
- VN Index ของเวียดนาม +4.00%
พลังงานพุ่งสวนเงินเฟ้อ ทั่วโลกจับตา 'เฟด' คงดอกเบี้ย
สินทรัพย์กลุ่มโภคภัณฑ์อย่าง “น้ำมันดิบ Brent” ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +19.56% มาอยู่ที่ 72.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความตึงเครียดด้านพลังงานที่ยังคงดำเนินอยู่
ทางด้านนโยบายการเงิน ฟาบิโอ บาสซี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ข้ามชาติของ JP Morgan มองว่า อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มทรงตัวจะส่งผลให้ธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้วปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” น่าจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมตลอดทั้งปี ซึ่งจังหวะที่ช้าและไม่สม่ำเสมอนี้ จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
‘ทองคำ-ฮั่งเส็ง-บิตคอยน์’ กอดคอร่วงปรับฐาน
แม้ว่าภาพรวมหุ้นโลกจะเป็นขาขึ้น แต่สินทรัพย์ปลอดภัยและตลาดบางภูมิภาคกลับต้องเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงครึ่งปีแรก
- ราคาทองคำ ปรับตัวลดลง -6.72% จากต้นปีที่เปิดราว 4,313.00 ดอลลาร์ ลงมาปิดช่วงกลางปีที่ 4,023.00 ดอลลาร์
- ดัชนี BSE Sensex 30 ของอินเดีย จากที่เคยถูกคาดการณ์ว่าเป็นดาวรุ่งในปีที่ผ่านมา ปรับฐานลง -9.70% มาอยู่ที่ 76,922.64 จุด
- ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ยังคงซบเซาต่อเนื่องโดยร่วงลง -13.13% มาอยู่ที่ระดับ 22,881.02 จุด
- บิตคอยน์ (Bitcoin) กลายเป็นสินทรัพย์ที่ปรับฐานรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งปี โดยลดลงถึง -28.71% ลงมาซื้อขายที่ระดับ 58,827.48 ดอลลาร์
มุมมองครึ่งปีหลัง 2026 ปรับพอร์ตฝ่าสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์
ฮุสเซน มาลิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของ เจพี มอร์แกน มองว่าทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังไว้ว่า ตลาดจะถูกกำหนดด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ
- ความตึงเครียดของวิกฤตพลังงาน
- กระแสการลงทุนใน AI ต้นน้ำที่เป็นเสาหลักค้ำจุนการเติบโต
- ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดทุน
“ตอนนี้ เรากำลังเห็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการไหลเวียนของเงินทุนทั่วโลก เนื่องจากในปัจจุบัน ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน ได้กลายมาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเหนือกว่าต้นทุนในการตัดสินใจลงทุนระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ” ฮุสเซน มาลิก กล่าว
สำหรับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แม้จะต้องรับมือกับแรงกดดันด้านราคาและนโยบายการเงินที่แข็งกร้าวของเฟด แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเปราะบางที่ต่ำ จะยังช่วยประคองให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลายประเทศของตลาดเกิดใหม่ยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้





