วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘ทาคาอิจิ’ ทุ่ม 370 ล้านล้านเยน ปฏิวัติ ‘อุตสาหกรรมญี่ปุ่น’ ครั้งใหญ่

‘ทาคาอิจิ’ ทุ่ม 370 ล้านล้านเยน ปฏิวัติ ‘อุตสาหกรรมญี่ปุ่น’ ครั้งใหญ่ รัฐบาลผนึกเอกชนอัดฉีด 17 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แก้ปัญหาภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภูมิศาสตร์

KEY POINTS

  • นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เปิดตัวแผนการลงทุนมูลค่า 370 ล้านล้านเยน  เพื่อปรับโครงสร้างฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศครั้งใหญ่
  • เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในระยะเวลา 14 ปี โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาฝั่งอุปทาน   ซึ่งแตกต่างจากนโยบาย "อาเบะโนมิกส์" ที่เน้นกระตุ้นอุปสงค์
  • เงินทุนจะถูกอัดฉีดเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย 17 ภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการต่อเรือ
  • แผนการนี้มีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการที่จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากมายังญี่ปุ่น
  • แม้แผนจะมีความทะเยอทะยาน แต่ยังมีความคลุมเครือเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุน เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องมาจากภาคเอกชน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจูงใจให้เกิดการลงทุนได้อย่างไร

บลูมเบิร์กรายงานว่า “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังเดิมพันครั้งใหญ่มูลค่า 370 ล้านล้านเยน หรือราว  76 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างผลงานชิ้นสำคัญในฐานะผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ  ด้วยการปรับโครงสร้างฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศครั้งใหญ่  

ความจำเป็นในการยกเครื่องอุตสาหกรรมยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา “จีน” ได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกระลอกใหม่ ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงแร่หายาก หรือ “แรร์เอิร์ธ” ของญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้กลายเป็นสิ่งย้ำเตือนครั้งล่าสุดถึง “ความเสี่ยง” ในห่วงโซ่อุปทาน   ที่ทาคาอิจิกำลังพยายามหาทางแก้ปัญหาและป้องกัน 

เมกะโปรเจกต์  ใหญ่กว่า 'อาเบะโนมิกส์'

หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือ แผนแม่บทการลงทุนมูลค่าสูงถึง 370 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นขอบเขตการลงทุนขนาดใหญ่กว่าที่อดีตผู้นำคนก่อนๆ เคยทำนโยบายไว้

แผนการนี้ถูกมองว่ามีความทะเยอทะยานและคาดหวังผลสัมฤทธิ์ในระดับที่เทียบเท่ากับนโยบาย "อาเบะโนมิกส์" (Abenomics) ของ ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นเมนเทอร์ของทาคาอิจิ

สิ่งที่ทำให้แผนการครั้งนี้แตกต่างออกไปคือ ขนาดของเงินลงทุน ระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนานถึง 14 ปี และการมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์  

ในขณะที่อาเบะเคยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างในวงกว้างเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ หรือความต้องการซื้อ 

ทาคาอิจิกลับตั้งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาที่ฝั่ง “อุปทานหรือภาคการผลิต” โดยการอัดฉีดเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการต่อเรือ  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการเลือกอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางการทหารขึ้นมาทั้งหมด 17 ภาคส่วน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดกับจีนเพื่อคานอำนาจบนเวทีโลก

มาซาโตะ คามิคุโบะ (Masato Kamikubo) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยริตสึเมกัน (Ritsumeikan University) ผู้วิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาเบะโนมิกส์ แม้จะเคยประกาศนโยบาย 'ศร 3 ดอก' แต่ในความเป็นจริงกลับขาดกลยุทธ์การเติบโตที่จับต้องได้

"หากแผนของทาคาอิจิถูกนำไปปฏิบัติจริง ผมเชื่อว่ามันมีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่น จากประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและล้าหลังกว่าประเทศอื่น ให้กลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง" มาซาโตะระบุ

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบบางอย่างในแผนการเติบโตนี้ยังคงมีความคลุมเครือ เนื่องจากเงินทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องมาจากภาคเอกชน ซึ่งเธอยังไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าจะจูงใจให้บริษัทเอกชนควักเงินจำนวนนี้ได้อย่างไร ถึงแม้ว่าปกติแล้วบริษัทเหล่านี้จะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปีเพื่อลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ เธอยังไม่ได้ระบุว่าเงินทุนในส่วนของภาครัฐจะมาจากแหล่งใด แต่การที่รายได้จากภาษีของญี่ปุ่นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่องเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคฟองสบู่แตกในปี 1990 ก็อาจเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในจุดนี้ได้

 

 

 

 

 อ้างอิง Bloomberg