ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เบรนท์เหนือ 82 ดอลลาร์ หลังทรัมป์ขู่ซ้ำจะกลับมาโจมตีอิหร่าน หากไม่หยุดหนุนกลุ่มอิซบอลเลาะห์ ขณะที่การเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านเริ่มต้นขึ้น
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเช้าวันจันทร์นี้ (22 มิ.ย.69) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเดินหน้าโจมตีอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลต่อความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างวอชิงตัน และเตหะราน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นถึง 2.2% ในช่วงเปิดตลาด แตะระดับ 82.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 77 ดอลลาร์ การเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มต้นได้อย่างกระท่อนกระแท่น หลังจากสื่ออิหร่านรายงานว่าเตหะรานได้ระงับการเจรจาตอบโต้คำขู่ล่าสุดของทรัมป์
ทว่าแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ ทางสาธารณรัฐอิสลาม (อิหร่าน) ได้กล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน
การประชุมระดับสูงที่รีสอร์ตเบอร์เกนสต็อก (Bürgenstock) ในสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันภายในกรอบเวลาเจรจา 60 วัน หลังจากที่ทรัมป์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการลดความตึงเครียด อย่างไรก็ดี น้ำมันหลายล้านบาร์เรลยังคงไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าอิหร่านจะอ้างว่าได้ทำการปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอีกครั้งแล้วก็ตาม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์นิวส์ (Fox News) โดยระบุว่า เขาได้บอกกับผู้นำอิหร่านโดยตรงว่า หากพวกคุณปิดช่องแคบฮอร์มุซ "พวกคุณจะไม่มีโอกาสได้กลับไป" อิหร่านด้วยซ้ำ (พร้อมใช้คำสบถประกอบ) เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่คุ้นเคยกับการหารือ และขอสงวนนามเนื่องจากเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เปิดเผยว่า การยุติการสู้รบในเลบานอนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาความสำเร็จของการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้
สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ซัปพลายน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งมีกำลังการผลิตถึง 1 ใน 3 ของโลกต้องหยุดชะงักลง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าจะปรับตัวลดลงมาบ้างในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (แต่ราคายังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม) หลังจากโรงกลั่นทั่วโลกเริ่มหาทางออกชั่วคราวได้ และความหวังว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงช่วยหนุนมุมมองเชิงบวกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ในทางทฤษฎี ข้อตกลงสันติภาพจะทำให้มีซัปพลายน้ำมันทะลักเข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก ในขณะที่ความต้องการซื้อ ในปัจจุบันยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลดยอดซื้อของจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด
หากช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะมีน้ำมันดิบราว 80 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดทันที ซึ่งอาจส่งผลให้โรงกลั่นต่างๆ เผชิญกับภาวะน้ำมันล้นทะลัก
ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซียกำลังเตรียมพร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิต โดยคูเวตได้ยกเลิกประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ก่อนหน้านี้แล้ว ด้านบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ก็ได้แจ้งให้ลูกค้ากลับมาโหลดน้ำมันจากภายในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งเปิดขายน้ำมันดิบในตลาดสปอต (Spot Market) ผ่านการประมูลหลายรอบ
อัปเดตราคาช่วงเช้าวันจันทร์นี้ (22 มิ.ย.2569)
น้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้น 1.3% อยู่ที่ 81.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 6:02 น. ตามเวลาสิงคโปร์
น้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้น 2.3% อยู่ที่ 77.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





