วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

นับถอยหลังดีลประวัติศาสตร์ FTA 'ไทย-อียู' ชี้อนาคตการค้าไทย

กล่าวได้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งปัจจัยจากความท้าทายภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในมิติเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ในมิติทางการค้าระหว่างประเทศหลังจากนโยบายภาษีนำเข้าสินค้า (Reciprocal tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เริ่มต้นขึ้น ทุกประเทศทั่วโลกต่างพยายามเร่งการเจรจาการค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ ทดแทนการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก รวมถึงประเทศไทยซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 21.33% (ข้อมูลปีพ.ศ. 2568) หรือราวๆ หนึ่งในห้าของการส่งออกทั้่งหมด แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก (ซึ่งบังคับใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ แต่สหรัฐก็หันมาใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 เตรียมขึ้นภาษี 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยซึ่งจะมีการขึ้นภาษีอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานและการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ ไทยจึงต้องพยายามเปิดตลาดเพื่อหาคู่ค้าใหม่ๆ ทดแทนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในการเจรจาการค้าที่สำคัญและเป็นหมุดหมายของรัฐบาลที่ตั้งใจจะปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปีนี้คือ การเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA)

นับถอยหลังดีลประวัติศาสตร์ FTA 'ไทย-อียู' ชี้อนาคตการค้าไทย

ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA - Free Trade Agreements)  จำนวน 17 ฉบับ กับ 24  ประเทศ โดยแบ่งเป็นความตกลงระดับทวิภาคี 9 ฉบับ และระดับภูมิภาค 8  ฉบับ ในส่วนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA)  ซึ่งเริ่มการเจรจา FTA ระหว่างกันเมื่อปี พ.ศ. 2556 มีทั้งสิ้น 24 บท ล่าสุดปิดดีลได้เพิ่มอีก 3 บทเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 รวมเป็น 11 บทจาก 24 บท ตลาดของอียูนับว่าเป็นตลาดใหญ่และผู้บริโภคคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งสิ้น 27 ประเทศ ผู้บริโภคกว่า 450 ล้านคน โดยการเจรจาครั้งสำคัญนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ วีระพงษ์ ประภา ที่เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย สานต่องานเดิมที่เคยทำในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งต้องหยุดไปในช่วง 7 เดือนก่อนเนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ

นับถอยหลังดีลประวัติศาสตร์ FTA 'ไทย-อียู' ชี้อนาคตการค้าไทย

6 คลัสเตอร์กับ 3 ความซับซ้อนการเจรจา

วีระพงษ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทางกรุงเทพธุรกิจว่า รายละเอียดการเจรจาการค้ามีประเด็นเจรจาทั้งสิ้น 24 บท ปัจจุบันทีมเจรจามีการพูดคุยเพื่อแบ่งกระบวนการออกมาเป็น 6 คลัสเตอร์ได้แก่ 1. เรื่องของกฎกติกาและมาตรฐาน 2. สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป 3. สินค้าอุตสาหกรรม 4. การค้าดิจิทัล 5. พลังงาน และ 6. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยทั้ง 6 คลัสเตอร์ถูกแบ่งออกมาเป็น 3 ความซับซ้อนในด้านการเจรจา ได้แก่ 1. จบได้เร็ว (Quick win) 2. ซับซ้อนปานกลาง (Medium) และ 3. เชิงโครงสร้าง (Structural reform) ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีความซับซ้อนและการลงรายละเอียดเชิงเทคนิคที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา (Intellectual Property) ซึ่งไทยมีกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิในกลุ่มของยาหรือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ประเด็นนี้ วีระพงศ์มองว่าทางอียูคงจะมีข้อเรียกร้องในการเจรจาที่ต้องการให้ไทยสามารถร่วมมือและเปิดโอกาสกับธุรกิจของอียูเข้ามาแข่งขันและเข้ามีบทบาทเรื่องของอุตสาหกรรมยาต่างๆ ตรงนี้เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนว่า ไทยจะสร้างจุดสมดุลอย่างไรระหว่างการปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยา ระบบประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขไทย ขณะเดียวกันก็ได้ผลประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ จากบริษัทที่มาลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยาไทยให้มีคุณภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง ซึ่งจำเป็นต้องมาหาข้อสรุปกันทั้งฝ่ายเทคนิคและฝ่ายการเมืองในประเทศก่อน

“ตอนนี้เราเหลือการเจรจาประมาณ 13 บท ใน 13 บทผมแบ่งเป็น 3 ก้อนด้วยกัน ก้อนแรกผมเรียกว่า Quick Win ซึ่งถ้ามีการพูดคุยกันภายในประเทศ หารือระหว่างองค์กร หน่วยงานต่างๆ เราน่าจะจบได้เร็ว ก้อนคือสองคือ Medium ยากขึ้นมาหน่อย ต้องเจรจาทางเทคนิคว่า อียูต้องการอะไร ไทยต้องการอะไร เพื่อหาจุดตรงกลาง (Landing Zone) ในเชิงนโยบาย ก้อนที่ 3 เป็นก้อนที่มีความซับซ้อนซึ่งต้องไปแตะเรื่องเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลังงานหรือการค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องพูดคุยระดับนโยบายอย่างละเอียด” วีระพงศ์กล่าว

ส่วนที่ยากและมีความซับซ้อนที่สุดของประเด็นของการเจรจา เห็นจะเป็นในส่วนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของไทย ยกตัวอย่างเช่น มิติด้านพลังงาน ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสูงถึง 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค แต่ไทยก็มีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ประเด็นนี้วีระพงศ์มองว่า ไทยต้องการทั้งเงินทุน ต้องการทั้งเทคโนโลยี และต้องการทั้งการแข่งขันที่มีธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส FTA กับอียูเป็นจุดที่ทั้งจะยกระดับ สร้างแต้มต่อให้กับประเทศไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ให้เข้ามามีบทบาทในการที่จะทำให้ภาคพลังงานของไทยสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้มากขึ้น

“อียูเห็นว่าประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เรามีโครงการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Power Grid) หรือเรื่องเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) ปัจจุบันนี้เทรนด์ของโลกในการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ไปถึงจุดนั้นแล้ว จุดนี้ผมเรียกว่า เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจไทยผ่านการเจรจา FTA ครั้งนี้ ต่อไปถ้าอียูเจรจาสำเร็จ สหราชอณาจักรก็น่าจะตามมาติดๆ” วีระพงศ์กล่าวต่อ

บทบาทของภาคการเมืองและการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็ก

การเจรจา FTA โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ 2 ระดับคือ ระดับเทคนิคซึ่งฝ่ายราชการสามารถดำเนินการได้และระดับการเมือง ซึ่งต้องสอดคล้องกับทิศทางประเทศและเพื่อตัดสินใจเชิงนโยบาย หลังการเจรจา FTA สำเร็จ จะต้องเอาผลการเจรจาเข้า ครม. และเข้าสู่สภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางเยียวยากับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเจรจา

“บทบาทของผมในฐานะผู้แทนการค้าคือ การดูว่ามันจะมีประเด็นอะไรที่ยังติดขัดและเป็นจุดยืน หรือนโยบายของไทยที่จำเป็นต้องรักษาเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ประเด็นที่สองคือ การต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการเมืองของไทยและสหภาพยุโรป ผมมักจะพูดเสมอว่าทุกการเจรจาการค้ามีผู้ได้รับประโยชน์ และได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมและต้องรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้านครับ”

วีระพงศ์ย้ำว่า ปัจจุบันทีมเจรจามีการจัดทำ “แผนผังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (Stakeholder Mapping) ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องผลกระทบ ระยะสั้น กลาง ยาว และจำเป็นต้องรับฟังทั้งเรื่อง เศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดการพูดคุยเพื่อให้ภาคการเมืองเข้าใจว่าอะไรคือบทสรุปที่ไทยยอมได้และไม่ได้ ซึ่งเวียดนามเป็นตัวอย่างที่ดีในการเจรจากับอียูซึ่งสามารถปิดจบได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และสามารถใช้เงื่อนไขด้านเวลาเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่ยังคงรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ได้ เนื่องจากหลังการเจรจาจบลงเวียดนามสามารถส่งออกไปอียูเพิ่มขึ้นประมาณ 43-45% ขณะเดียวกันการนำเข้าจากอียูมาสู่เวียดนามเพิ่มขึ้นเพียง 4% เท่านั้น จากการเจรจาที่เป็นขั้นตอนและให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าสำคัญซึ่งต้องการเวลาเพื่อเปลี่ยนผ่าน เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรหรือยา เพื่อให้ประเทศสามารถมีระยะในการพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างการแข่งขันได้

“ต้องยอมรับว่าประเทศไทย เอกชนเรามีหลากหลายรูปแบบ เรามีบริษัทที่เป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาค (Regional Conglomerate) กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Global Conglomerate) ที่สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ขณะเดียวกันเรามี SMEs ซึ่งยังติดกฎในประเทศ เพราะฉะนั้นเราต้องปลดล็อกกฎกติกาต่างๆ ให้ SMEs ในประเทศ และเราต้องให้เทคโนโลยีและการเงินลงทุนต่างๆ จากต่างประเทศมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SMEs ไทย หากเราเปิดประตู FTA แล้ว แน่นอนว่าคนอื่นเขาเดินเข้ามาได้ แต่ SMEs ไทยเดินออกไปได้ไหม ถ้า SMEs ไทยเดินออกไปไม่ได้ ผมก็ไม่คิดว่าเป็นการเจรจที่มีประโยชน์กับประเทศไทย” 

ความรัดกุม การเจรจาที่แข่งกับเวลา ยืนยันต้องสร้างแต้มต่อให้คนไทย

ประเทศไทยในช่วงเวลานี้ต้องการเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Growth Engine) ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างการเติบโต ซึ่งไทยติดกับการเติบโตต่ำมาตลอดหลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่จำเป็นจะต้องแก้เรื่องกฏระเบียบข้อบังคับให้ทันกับความท้าทายของโลกรวมถึงอียู เช่นเรื่องพลังงาน โครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยที่ยังเป็นระบบผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) กฏเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM, EUDR หรือกฏประมงผิดกฏหมาย (IUU) ล้วนเป็นความท้าทายของธุรกิจไทย รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งอาจไม่สามารถเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับกฏ กติกา ใหม่ๆ เป็นจุดที่ต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด การสร้างสมดุลในเรื่องของการเปิดตลาดอย่างรัดกุมและสร้างศักยภาพในการแข่งขันในเวลาเดียวกัน จึงเป็นความท้าทายและเป็นโจทย์หินของทีมเจรจาเมื่อเข็มนาฬิกากำลังถอยหลังท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของการค้าโลก วีระพงศ์มองว่า แม้เวลาจะถอยหลังและไทยกำลังถูกบีบด้วยข้อจำกัดทางการค้า แต่ความเร็วในการปิดเจรจาไม่ควรกลับมาเป็นบ่วงรัดคอให้ประเทศไทย หากเราเจรจาแล้วเสียประโยชน์ ไทยจะปิดการเจรจาไปเพื่ออะไร ยืนยันว่าถึงที่สุด กระบวนการและผลลัพธ์จำเป็นต้องไปด้วยกันพร้อมกับความชอบธรรมในการเจรจา FTA ฉบับนี้

“เรื่องเจตจำนงทางการเมือง มีความชัดเจนว่า ผลประโยชน์ของคนไทยจะต้องเป็นจุดหลักในการเจรจาในครั้งนี้ ข้อที่สอง การเจรจาครั้งนี้หัวใจสำคัญคือความโปร่งใสและเรารับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ข้อที่สามคือ เราจะใช้การเจรจาครั้งนี้เป็นแต้มต่อให้กับประเทศไทยเพื่อทำให้เรามีที่ยืนบนเวทีการค้าโลกอีกครั้งหนึ่ง เราจะเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 นี้ เป็นโอกาสและเป็นสัญญาณในเชิงการค้าการลงทุนว่า ประเทศไทยกลับมาแล้ว Thailand is back ! เรากลับมาสู่โต๊ะการเจรจาในเชิงนโยบายแล้ว” วีระพงศ์ทิ้งท้าย