นักลงทุนสถาบันเริ่มปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเอไอในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีความหนาแน่น โดยหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ของจีน
KEY POINTS
- นักลงทุนสถาบันปรับกลยุทธ์โดยลดการลงทุนในหุ้น AI ที่กระจุกตัวในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และหันมาเพิ่มการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ของจีนที่อิงดัชนี CSI เพื่อกระจายความเสี่ยง
- ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจจากปัจจัยหนุนด้านนโยบายเทคโนโลยีพึ่งพาตนเอง การปฏิรูปตลาดทุน และบทบาทของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในดัชนีต่างๆ
- สถาบันการเงินใหญ่หลายแห่งรายงานความต้องการซื้อออปชันขาขึ้น (Bullish options) ในดัชนีหุ้นจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน AI และหาแหล่งผลตอบแทนใหม่
- ความผันผวนของตลาดที่ลดลงทำให้ต้นทุนการเทรดอนุพันธ์น่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งกระตุ้นการจัดสรรสินทรัพย์ระยะกลางเข้าสู่ตลาดหุ้นจีน
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีความหนาแน่น โดยหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ของจีนที่อิงกับดัชนี CSI อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกว่าเทรนด์เทคโนโลยีพึ่งพาตนเองและการปฏิรูปตลาดทุนของจีน จะช่วยหนุนให้ตลาดค่อยๆ ฟื้นตัวและกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจในการจัดสรรสินทรัพย์ระยะกลาง
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Barclays และ UBS รายงานว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้ามีความต้องการซื้อขายสัญญาสวอปและออปชันขาขึ้น (Bullish options) ที่ผูกกับดัชนี CSI ของจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยในรายงานล่าสุด UBS ได้เน้นย้ำว่าดัชนี CSI 500 ถือเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
ด้าน BNP Paribas และ Bank of America ประเมินว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นจีนในขณะนี้ คือการปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ตลาดค่อยๆ ปรับตัวเป็นขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพึ่งพาตนเอง และแนวโน้มผลกำไรที่ฟื้นตัวในกลุ่มฮาร์ดแวร์
BNP Paribas เสริมว่า บทบาทของกลุ่มเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในดัชนีต่างๆ ของจีน มีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยีครองน้ำหนักสูงสุดในดัชนี CSI 300 และยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในดัชนีหุ้นขนาดกลางและเล็กอย่าง CSI 500 และ CSI 1000
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกที่เริ่มกลับมา นักเทรดยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการสนับสนุนจากภาครัฐ ดัชนี CSI 1000 ซึ่งเพิ่งทำสถิติร่วงลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 ไปเมื่อเดือน ก.ค. แม้จะเริ่มฟื้นตัวแต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือน พ.ค. ถึง 16%
ขณะเดียวกัน ความผันผวนแฝงซึ่งเป็นมาตรวัดราคาออปชัน ได้ร่วงลงกลับสู่ระดับค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี ส่งผลให้การเทรดผ่านตราสารอนุพันธ์มีความน่าดึงดูดใจและคุ้มค่ามากขึ้น
ลาร์ส เนคเตอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยอนุพันธ์ตราสารทุนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Bank of America แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Call spreads กับดัชนี CSI 1000 โดยมองว่า "การใช้ออปชันในช่วงเวลาที่คนยังลังเลถือเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่อราคาอยู่ในระดับที่เป็นใจ การลงมือเชิงรุกมักจะมีต้นทุนถูกกว่าการตั้งรับในภายหลัง"
สอดคล้องกับ คานฮารี ซิงห์ หัวหน้าฝ่ายขายอนุพันธ์ตราสารทุนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Barclays ที่เปิดเผยว่า ลูกค้าเริ่มสนใจกลยุทธ์ที่เปิดรับโอกาสขาขึ้นของดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น เพื่อกระจายแหล่งที่มาของผลตอบแทน ออกจากกลุ่มการลงทุนที่แออัดที่สุดในโลก
นอกจากนี้ เมื่อปลายเดือน ส.ค. UBS ยังตรวจพบว่า กระแสเงินลงทุนในอนุพันธ์รายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ล้วนมาจากการเทรดฝั่งขาขึ้นในดัชนี CSI ของจีน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังลามไปถึงสหรัฐ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานว่านักเทรดรายหนึ่งได้เข้ากว้านซื้อออปชันฝั่งซื้อล็อตใหญ่ในกองทุน KraneShares CSI China Internet Fund เพื่อเก็งกำไรว่าราคาจะกลับไปแตะระดับเดิมที่เคยทำไว้เมื่อช่วงต้นปี
เจสัน หลิว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนและอนุพันธ์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BNP Paribas ประเมินแนวโน้มว่า หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ให้โอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเทคโนโลยีเอไอที่แตกต่างออกไป เนื่องจากประเทศมีระบบนิเวศทางเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ สภาพความผันผวนของตลาดหุ้นจีนในปัจจุบันที่ถูกควบคุมให้อยู่ในกรอบจำกัดมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมาเพิ่มการจัดสรรสินทรัพย์ระยะกลาง เข้าสู่ตลาดหุ้นจีนเพิ่มมากขึ้นในระยะต่อไปด้วย





