วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ศรีลังกาสุดอั้น ขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 1% รับมือน้ำมันแพง-ค่าเงินทรุด

ศรีลังกาสุดอั้น ขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 1% รับมือน้ำมันแพง-ค่าเงินทรุด

แบงก์ชาติศรีลังกาทำเซอร์ไพรส์ ขึ้นดอกเบี้ยแรง 1% เต็ม รับมือวิกฤติน้ำมัน นักวิเคราะห์ชี้ตลาดเกิดใหม่เร่งป้องกันค่าเงิน เป็นภารกิจเร่งด่วนก่อนตัวเลือกเศรษฐกิจ

"ศรีลังกา" กลายเป็นตลาดเกิดใหม่รายล่าสุดที่ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเชิงรุก โดยธนาคารกลางศรีลังกามีมติในวันนี้ (26 พ.ค. 69) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืนถึง 1.0% หลังวิกฤติน้ำมันที่เกิดจากสงครามอิหร่านกดดันค่าเงินแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเริ่มคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจ

มาตรการทางการเงินในวันนี้ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่ระดับ 8.75% และมีขึ้นในขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ กำลังหันมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามและปกป้องค่าเงินของตนเอง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางอินโดนีเซียก็สร้างความประหลาดใจด้วยการขึ้นดอกเบี้ยแรง 0.5% ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ มีแนวโน้มจะใช้นโยบายเข้มงวดเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ให้คำมั่นว่าจะสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน และมีรายงานว่ากำลังพิจารณาอาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ส่วนธนาคารกลางฟิลิปปินส์ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่นอกวาระการประชุมตามปกติในวันที่ 18 มิ.ย.

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังบีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญกับ "เสถียรภาพค่าเงิน" มากกว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจ" หลังราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเริ่มกดดันดุลบัญชีต่างประเทศ

เอเชียกำลังเผชิญแรงกระแทกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วภูมิภาคต้องเร่งป้องกันค่าเงินและสกัดเงินทุนไหลออก

“การใช้นโยบายการเงินเข้มงวดกำลังถูกใช้มากขึ้นในฐานะเครื่องมือสู้กับเงินเฟ้อและชะลอการอ่อนค่าของค่าเงิน” วี คูน ชอง นักกลยุทธ์ตลาดเอเชียแปซิฟิกอาวุโสของธนาคาร BNY กล่าว

นักวิเคาะห์ BNY กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดบ่งชี้ว่า "การขึ้นดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นแนวโน้มตอบสนองระดับภูมิภาค" มากกว่าจะเป็น “มาตรการเป็นครั้งคราว” พร้อมเสริมว่าตลาดกำลังจับตาการตอบสนองของธนาคารกลางอินเดียและเกาหลีใต้ ต่อภาวะค่าเงินอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย รูปีอินเดีย และเปโซฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าหนักที่สุด โดยปรับลดลงระหว่าง 4.5%-6.5% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ส่วนค่าเงินรูปีศรีลังกาอ่อนค่าราว 4% 

นอกจากการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ผู้กำหนดนโยบายทั่วเอเชียยังใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินและปกป้องทุนสำรองระหว่างประเทศ เช่น อินโดนีเซียประกาศแผนรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อหนุนค่าเงินรูเปียห์ ขณะที่ศรีลังกาเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์อย่างหนัก พร้อมใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง และขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อป้องกันค่าเงินรูปี

ส่วนในอินเดีย เจ้าหน้าที่พยายามลดความกังวลต่อเศรษฐกิจหลังนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อประหยัดเงินตราต่างประเทศ ขณะที่บังกลาเทศกำลังเจรจาข้อตกลงกู้เงินใหม่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อรับมือความท้าทายที่เพิ่มขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้นยังลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ โดยค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากำลังกระตุ้นเงินทุนไหลออก และเพิ่มภาระการชำระหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์

โซนาล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของโนมูระ โฮลดิงส์ กล่าวว่า ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ย หลังภาวะช็อกทางพลังงานผลักดันทั้งเงินเฟ้อและความตึงตัวด้านดุลการชำระเงิน

“การตอบสนองเชิงนโยบายจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศเอเชีย” วาร์มากล่าว โดยขึ้นอยู่กับบทบาทของนโยบายการคลังในการรองรับแรงกระแทก ภาวะการเติบโตและเงินเฟ้อของแต่ละประเทศ รวมถึงพันธกิจของธนาคารกลาง พร้อมระบุว่าโนมูระคาดว่าจะเห็นการใช้นโยบายเข้มงวดใน "ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์"