วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ว่างงานระยะยาว’ New Normal ตลาดแรงงาน เมื่อโลกมีคนพร้อมทำ แต่งานดีมีไม่พอ

‘ว่างงานระยะยาว’  New Normal ตลาดแรงงาน  เมื่อโลกมีคนพร้อมทำ แต่งานดีมีไม่พอ

‘ว่างงานระยะยาว’ เกิน 6 เดือน Now Normal ตลาดแรงงาน เมื่อโลกมีคนพร้อมทำ แต่งานดีมีไม่พอ ไทยติดกลุ่ม 'ทักษะสูง แต่โอกาสต่ำ' ส่วนตำแหน่งงานในเอเชียอาจเหลือเพียงแค่ 110 ล้านตำแหน่งในอีก 10 ปีข้างหน้า

ภายใต้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะมั่นคงลวงตา แท้จริงแล้วตลาดแรงงานระดับโลกกำลังเผชิญกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่เรียกว่า “ภาวะว่างงานระยะยาว” (Long-term Unemployment) ปรากฏการณ์ที่ผู้หางานต้องใช้เวลาเกินกว่า 6 เดือนในการดิ้นรนเพื่อกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งในปัจจุบัน สถิตินี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘สถานการณ์ปกติใหม่’ (New Normal) ที่กัดกินทั้งความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพจิตของผู้คน จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “สงครามทางจิตวิทยา” ที่ผู้หางานต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในแต่ละวัน

ความน่ากลัวคือ ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในซีกโลกตะวันตก แต่รายงานล่าสุดจาก ธนาคารโลก (World Bank) ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยมายังฝั่งเอเชียรวมถึง “ประเทศไทย” ว่ากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติเชิงโครงสร้าง ในลักษณะของประเทศที่ตกอยู่ในกลุ่ม "ทักษะสูง แต่โอกาสต่ำ"

รายได้ ‘หลักแสน’ เหลือเพียงเศษเสี้ยว

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) นิยามคำว่า ‘ผู้ว่างงานระยะยาว’ คือผู้ที่ว่างงานและหางานทำมานานติดต่อกันตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป 

ปัจจุบัน 1 ใน 4 ของคนว่างงานในสหรัฐ หรือราว 1.8 ล้านคนกำลังติดอยู่ในกับดักนี้ ซึ่งส่วนใหญ่หมายความว่าพวกเขาใช้สิทธิ์รับเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานจนครบกำหนดและหมดโควตาไปแล้ว โดยเงินช่วยเหลือนี้ทดแทนรายได้เดิมได้ไม่ถึง 40% เท่านั้น

เทกีลา เทอร์เนอร์วัย 47 ปี จากเมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี คือหนึ่งในเหยื่อของระบบนี้ เธอได้รับเงินเดือนประจำงวดสุดท้ายในเดือนตุลาคม 2024 จากอดีตพนักงานประจำที่มั่นคงในฝ่ายไอทีของบริษัทที่มีรายได้ปีละเป็นหลักแสนดอลลาร์ วันนี้เธอต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และต้องขับรถส่งอาหาร  

เช่นเดียวกับ แอนดรูว์ โบฮาน (Andrew Bohan) อดีตผู้ช่วยทนายความที่ถูกเลิกจ้างในสิงหาคม 2024 และเงินประกันการว่างงานหมดลงในมีนาคม 2025 จนในที่สุดต้องยอมหอบกระเป๋าย้ายจากชิคาโกกลับไปอยู่กับครอบครัวที่บัลติมอร์เพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยโบฮานสะท้อนมุมมองว่า “ตัวการว่างงานน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาที่แท้จริงคือการประคองสติและสุขภาพจิตของตัวเองต่างหาก”

ทำไมโอกาสงานทั่วโลกถึง ‘ริบหรี่’ ลง?

คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงาน? ข้อมูลทางสถิติบงชี้ว่า สัญญาณเตือนภัยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 หลังจากช่วงที่ตลาดแรงงานบูมสุดขีดหลังยุคโรคระบาด หลังจากนั้น สถิติตำแหน่งงานว่าง การจ้างงานใหม่ และการยื่นใบลาออกโดยสมัครใจต่างลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตลอดทั้งปี 2025 นายจ้างในสหรัฐ  เพิ่มตำแหน่งงานรวมกันเพียง 181,000 ตำแหน่ง ซึ่งดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีการเพิ่มถึง 1.46 ล้านตำแหน่ง ซ้ำร้ายกว่านั้น ข้อมูลระบุว่าเฉพาะในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมกันสูงถึง 108,435 คน

นิโคล บาชูด (Nicole Bachaud) นักเศรษฐศาสตร์ด้านแรงงานจากเว็บไซต์หางานชื่อดัง ZipRecruiter วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ หยุดขยายตำแหน่งงานเพิ่มแล้ว และกำลังทยอยลดขนาดองค์กรลงเพื่อแก้ไขปัญหา “การจ้างงานเกินความจำเป็น” (Overhiring) ในอดีต

“สถานการณ์แรงงานตอนนี้เรียกได้ว่าชะงักงันในทุกด้าน ทั้งฝั่งคนงานและนายจ้าง... การว่างงานกำลังกลายเป็นสถานะถาวรหรือความปกติใหม่ มากกว่าจะเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ สำหรับคนตกงานในยุคนี้” บาชูด กล่าว

เธอยังเสริมอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจลดการจ้างงานมาจากความท้าทายรอบด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูง ภาวะเงินเฟ้อที่ยังค้างเติ่ง ความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ รวมถึงการเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจไปลงทุนในเทคโนโลยี AIแทนการจ้างมนุษย์ และจากข้อมูลของ BLS ที่วิเคราะห์โดย Indeed พบว่า จำนวนผู้หางานมีมากกว่าตำแหน่งงานว่างในระบบสูงถึงประมาณ 1 ล้านคน

 วิกฤติช่องว่าง 210 ล้านตำแหน่งในเอเชีย

เมื่อหันมองกลับมาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ภาพความน่ากลัวของ "Now Normal" นี้ยิ่งชัดเจนขึ้นจากรายงานของธนาคารโลก

นายฮาบิบ นัสเซอร์ (Habib Nasser) ผู้จัดการแผนกด้านความมั่งคั่ง ประจำกลุ่มธนาคารโลก ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในหัวข้อ “A sharp, data-driven framing of the 210 million job gap” ว่า ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญด้านตลาดแรงงาน

เวิลด์แบงก์ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-65 ปี) เพิ่มขึ้นถึง 320 ล้านคน ทว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียงประมาณ 110 ล้านตำแหน่งเท่านั้น

นั่นหมายความว่า จะมีแรงงานอีกกว่า 210 ล้านคนที่ไม่สามารถหางานทำได้ กลายเป็นวิกฤตการขาดแคลนงานครั้งใหญ่ในอนาคต โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

เศรษฐกิจชะงักงันหลังโควิด-19: ภาระหนี้สินที่สูงขึ้นและการลงทุนที่ลดลง ทำให้การขยายตัวของ "งานที่ดี" (Good Jobs) เป็นไปอย่างล่าช้า

แรงงานกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ: แรงงานส่วนใหญ่ที่ย้ายออกจากภาคเกษตรกรรม มักไหลเข้าสู่ภาคบริการที่ใช้ทักษะต่ำในเขตเมือง ซึ่งให้ค่าตอบแทนน้อยและสร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ

AI ตัวเร่งการตกงานเชิงโครงสร้าง

 นัสเซอร์ ระบุว่า ภูมิทัศน์ของการจ้างงานเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการเข้ามาของ AI และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเข้ามา "แทนที่" แรงงานมนุษย์ในงานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตร (Routine) ทั้งงานที่ใช้แรงกายและงานที่ใช้ความคิดที่เป็นระบบ เช่น

พนักงานในสายการผลิตหรือโรงงาน กำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ (พบการเลิกจ้างรุนแรงในประเทศที่มีการผลิตเข้มข้นอย่างเวียดนาม)

พนักงานธนาคาร ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและตู้เอทีเอ็ม

นักวิเคราะห์ทางการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ เริ่มถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทนในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่งานรูปแบบเดิมกำลังล่มสลาย กลุ่มคนที่มีการพัฒนาทักษะให้เท่าทันเทคโนโลยีจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ เพราะ AI จะช่วยสร้างงานและกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องการทักษะสูงขึ้นแทน

  เมื่อคนไทย "พร้อมทำงาน แต่งานไม่พร้อมรับ"

สำหรับประเทศไทย เวิลด์แบงก์ได้จัดกลุ่มให้อยู่ในสถานะที่น่ากังวลนั่นคือ "ทักษะสูง แต่โอกาสต่ำ" (High Capability, Low Opportunity)

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่เด่นชัดในเรื่อง "ขีดความสามารถ" ของแรงงานที่อยู่ในระดับดี แรงงานไทยมีความพร้อม มีทักษะ และศักยภาพในการทำงานสูง แต่ปัญหาหลักที่เป็นคอขวดคือ "โอกาส" ในเชิงเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีไม่เพียงพอกับความสามารถของคน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถสร้าง "งานมูลค่าสูง" หรือ "งานที่ดี" ได้มากพอที่จะรองรับกลุ่มแรงงานทักษะสูงเหล่านี้ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่และคนมีความสามารถจำนวนมากต้องเผชิญภาวะว่างงานระยะยาว หรือต้องยอมลดตัวไปทำงานที่ต่ำกว่าระดับทักษะ 

ข้อมูลจากบริษัท Greenhouse ที่รายงานผ่าน Business Insider ในตลาดโลกสะท้อนว่า ปัจจุบันตำแหน่งงานว่าง 1 ตำแหน่ง มีคนยื่นใบสมัครเฉลี่ยสูงถึง 242 ใบ  ซึ่งมากกว่าปี 2017 ถึง 3 เท่า  ในไทยเองสนามรบการแย่งชิงเก้าอี้ทำงานก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน เรซูเม่ของแรงงานไทยจำนวนมากถูกกลืนหายไปในระบบคัดกรองอัตโนมัติโดยไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพ

ไม่ใช่ ‘ความล้มเหลวส่วนบุคคล’ แต่เป็น ‘แผลเป็นเชิงโครงสร้าง’

ผลกระทบของการตกงานระยะยาวนั้นฝังรากลึก สถิติจาก ZipRecruiter ชี้ว่า คนที่เคยตกงานนาน ๆ เมื่อได้งานใหม่ มักจะโดนกดเงินเดือนให้น้อยกว่าคนในระดับเดียวกันที่โปรไฟล์ไม่เคยขาดตอนถึง 5% ถึง 15%

มิเรียม ซามาเกะ (Miriam Samake) วัย 27 ปี อดีตนักข่าวที่ตกงานในมิถุนายน 2025 และส่งใบสมัครไปแล้วกว่า 150 แห่ง บันทึกความอัดอั้นไว้ว่า “ฉันต้องยอมลดเงินเดือนลงสัก 5,000 หรือ 10,000 ดอลลาร์ เพื่อแค่ให้มีโอกาสได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทก่อนดีไหม? มันน่าเศร้าตรงที่เราอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่มีสิทธิ์เลือกงานได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว”

ในท้ายที่สุด ฮาบิบ นัสเซอร์ ทิ้งท้ายว่า ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศไทยและภูมิภาคนี้ คือ การสร้างสมดุลระหว่างการเสริมสร้างทักษะแรงงาน และการเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ที่สูญเสียงานเดิมจากเทคโนโลยี สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ตำแหน่งงานใหม่ที่เทคโนโลยีสร้างขึ้นได้อย่างเท่าเทียม

 ในวันนี้ สังคมต้องหยุดตราหน้าว่าคนว่างงานนาน ๆ คือความผิดพลาดส่วนบุคคลหรือเป็นคนไม่เอาไหน เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์จากทั้งสถิติโลกและรายงานของเวิลด์แบงก์ต่างชี้ไปที่ทางเดียวกันว่า "หลายคนทำทุกอย่างที่ควรจะทำอย่างดีที่สุดแล้ว... แต่ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างหากที่ไม่มีงานที่ดีพอให้พวกเขารองรับ"