สงครามอิหร่านสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันลึกกว่าที่คิด และเปราะบางกว่าที่เคยเข้าใจ จาก ‘น้ำมันแพง’ สู่ ‘อาหาร’ ที่เริ่มขยับราคา จาก ‘ตั๋วเครื่องบิน’ ไปจนถึง ‘เม็ดพลาสติก’ และลึกลงไปถึง ‘ชิป’ ที่เป็นหัวใจของโลกดิจิทัล ทุกอย่างกำลังแพงขึ้นพร้อมกัน และกดให้มูลค่าเงินในกระเป๋าค่อย ๆ หดเล็กลง
สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันทางทหารอีกต่อไป แต่กำลัง “ลุกลาม” เป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกเต็มรูปแบบ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก เมื่อเส้นทางนี้แทบถูกปิดตาย ผลกระทบจึงกระจายไปในแทบทุกสินค้าและบริการที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกัดกิน “6 ต้นทุนชีวิต” คนทั่วโลก ดังนี้
1. พลังงานแพง จุดเริ่มต้น ‘เงินเฟ้อทั้งระบบ’
วิกฤติพลังงานแพง ไม่ได้กระทบเพียง “ค่าน้ำมันรถ” อย่างที่เห็นบนป้ายปั๊ม แต่จริง ๆ แล้ว กำลังแทรกซึมอยู่ในแทบทุกสินค้าที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะปิโตรเลียมและปิโตรเคมีคือ “วัตถุดิบต้นทาง” ของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัสดุพลาสติก ถุงมือ เข็มฉีดยา บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ไปจนถึงเครื่องสำอาง และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างปุ๋ยและสารเคมี
เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคพลังงาน จะค่อย ๆ ถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ของใช้หลากหลายประเภททยอยปรับตัวสูงขึ้นตาม
นั่นหมายความว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “วิกฤติน้ำมัน” แต่คือแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อทั้งระบบเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากพลังงาน แล้วค่อย ๆ ลามไปสู่สินค้าอุตสาหกรรม ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสุดท้ายคือ “อาหาร” บนโต๊ะของผู้บริโภคทุกคน
อีกประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในภายหลัง แต่ราคาสินค้าที่ขึ้นไปแล้ว “มักไม่ย้อนกลับลงมาในระดับเดิม”
เหตุผลไม่ได้อยู่แค่ต้นทุนพลังงาน แต่เป็น “โครงสร้างของราคา” ที่เปลี่ยนไปแล้วทั้งระบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจจำนวนมากจะใช้จังหวะนี้ “รีเซตราคา” เพื่อรักษามาร์จิ้นหรือชดเชยความเสี่ยงในอนาคต ทำให้ราคาสินค้าหลังวิกฤติ มักยืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติอย่างถาวร
ในปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงยืน “เหนือ 100 ดอลลาร์” ต่อบาร์เรล เทียบกับก่อนสงครามอิหร่านที่อยู่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในช่วง 24 ชั่วโมง มีเรือ “เพียง 2-5 ลำเท่านั้น” ในแต่ละวันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าเฉลี่ยเดิมที่อยู่ “ราว 140 ลำต่อวัน” ก่อนสงครามอิหร่านจะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่ราคาน้ำมันจะบรรเทาลง หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเช่นนี้
บริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อาจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลา 6 เดือน หรือยืนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากปิดเป็นเวลา 3 เดือน
2. ตั๋วเครื่องบิน ‘แพงขึ้นเฉลี่ย 24%’
หากมองหาภาคเศรษฐกิจที่ “รับแรงกระแทกเร็วที่สุด” จากราคาน้ำมัน อุตสาหกรรมการบินคือคำตอบ เหตุผลเพราะต้นทุนหลักของสายการบินไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือ “น้ำมันเครื่องบิน” (Jet Fuel) ซึ่งคิดเป็น 30–40% ของต้นทุนทั้งหมด
สงครามในตะวันออกกลาง ได้ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น โดยตั๋วชั้นประหยัดราคาถูกที่สุด “มีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 24%” เมื่อเทียบกับปีก่อน จากข้อมูลวิจัยฉบับใหม่จากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Teneo
รายงานของ Teneo ยังระบุว่า ผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินซึ่งรุนแรงที่สุด เกิดขึ้นในเส้นทางระหว่างยุโรปกับเอเชียตะวันออก โดยเที่ยวบินจากลอนดอนไปเมลเบิร์นในเดือนมิถุนายน มีราคาสูงขึ้นถึง 76% จากปีก่อน ขณะที่เที่ยวบินจากฮ่องกงไปลอนดอน มีราคาปรับขึ้น 72%
นอกจากนี้ เมื่อราคาตั๋วแพงขึ้น คนจะเริ่ม “เลื่อนการเดินทาง” สายการบินจึงต้องปรับตัว ลดจำนวนเที่ยวบิน ยกเลิกเส้นทางที่ไม่คุ้มทุนเพื่อควบคุมต้นทุน แต่การลดเที่ยวบินกลับทำให้จำนวนที่นั่งในตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาตั๋วเฉลี่ยยิ่งสูงขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็ย้อนกลับไปกดดีมานด์ให้ลดลงซ้ำอีกครั้ง
3. น้ำมันปาล์มพุ่ง วิกฤติอาหารกำลังก่อตัว
ท่ามกลางภาวะน้ำมันตึงตัว หลายประเทศจึงเริ่มหันไปพึ่งพา “น้ำมันพืช” มากขึ้น ทั้งในฐานะเชื้อเพลิงทดแทนและการกักตุนสินค้า ส่งผลให้ความต้องการ “น้ำมันปาล์ม” พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ดันราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเสี่ยงกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้ออาหารในระยะถัดไป
ในความเป็นจริง น้ำมันปาล์มดิบไม่ได้เป็นเพียงสินค้าส่งออกสำคัญของอินโดนีเซียและมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังเป็น “วัตถุดิบพื้นฐาน” ที่แทรกอยู่ในแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหาร มาร์การีน ขนมขบเคี้ยว อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมและเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งยิ่งทำให้แรงกระเพื่อมของราคาน้ำมันครั้งนี้ลุกลามได้กว้างกว่าที่คิด
ผลจากปัจจัยดังกล่าว สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงราคาปาล์มในตลาดโลก เริ่มปรับตัวขึ้นตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน และในเดือนเมษายนได้ “แตะระดับสูงสุด” นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024
4. ปุ๋ยขาด โลกเสี่ยงอาหารแพง
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ก่อตัวเงียบ ๆ และอาจรุนแรงไม่แพ้วิกฤติน้ำมันคือ ภาวะ “ปุ๋ยขาดแคลน” หลังราคาปุ๋ยปรับตัวแพงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากต้องนำเข้าปุ๋ยผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ก่อนหน้าในเดือนนี้ เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า มีเรือมากกว่า 20 ลำที่บรรทุกปุ๋ยเกือบ 1 ล้านตัน “ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย” โดยอ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัย Kpler
หัวใจของวิกฤติครั้งนี้คือ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นแหล่งของไนโตรเจน และเป็นหนึ่งใน 3 ธาตุหลักของปุ๋ย ร่วมกับฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม โดยราคายูเรียพุ่ง “ขึ้นแล้ว 83%” นับตั้งแต่ต้นปี และ “เพิ่มขึ้น 50%” นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ราว 700ดอลลาร์ต่อตัน ตามข้อมูลของ Fertilizerworks
ทั้งนี้ อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งส่งออก “ยูเรีย” คิดเป็นประมาณ 30%–35% ของโลก ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
ขณะเดียวกัน ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นแหล่ง “ก๊าซธรรมชาติสำคัญ” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยูเรีย โดยต้นทุนก๊าซคิดเป็น 60%–90% ของราคายูเรีย
5. เม็ดพลาสติกพุ่ง ดันของแพงทั้งแผง
ในโลกที่เกือบทุกอย่างถูกห่อหุ้มด้วย “พลาสติก” ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น กำลังไหลซึมเข้าไปใน “ต้นทุนของทุกสินค้า” ผ่านเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบพื้นฐาน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ถุงใส่อาหาร ขวดน้ำ กล่องอาหาร ช้อนส้อมแบบใช้ครั้งเดียว ถุงขยะ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากที่มีส่วนประกอบของพลาสติก
“ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น อาจเริ่มผลักดันให้ราคาอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นในอีก 2–4 เดือนข้างหน้า เมื่อบริษัทต่าง ๆ ใช้สต็อกเดิมหมดลง” ตามความเห็นของแพททริค เพนฟิล์ด ศาสตราจารย์ด้านซัพพลายเชนจากมหาวิทยาลัย Syracuse
ส่วนในอุตสาหกรรมอย่าง “การผลิตยานยนต์” ซึ่งพลาสติกเป็นหนึ่งในหลายวัตถุดิบ และราคามักถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญา อาจใช้เวลานานถึง “ไม่เกิน 1 ปี” กว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง
ข้อมูลจาก Center for International Environmental Law ระบุว่า “พลาสติกมากกว่า 99% ของโลก” ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
นั่นหมายความว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ยังทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นด้วย รวมถึงโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน ซึ่งเป็นพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก
ทั้งนี้ “ตะวันออกกลาง” ยังเป็นแหล่งสำคัญของวัตถุดิบพลาสติก โดยคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของการส่งออกโพลิเอทิลีนและโพลิโพรพิลีนทั่วโลก ตามข้อมูลของ S&P Global
ฮาร์ริสัน เจโคบี ผู้อำนวยการด้านโพลิเอทิลีนของ Independent Commodity Intelligence Services เผยว่า “กำลังการผลิตโพลิเอทิลีนในตะวันออกกลางราว 84% ต้องพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออกทางเรือ”
ขณะเดียวกัน ราคาของเม็ดพลาสติก (Resin) ได้พุ่งขึ้นในระดับ “สองหลัก” ในเกือบทุกหมวดการผลิตในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ The Plastics Exchange
ไมเคิล กรีนเบิร์ก ซีอีโอของ The Plastics Exchange และแพลตฟอร์มข้อมูลตลาด Resintel กล่าวว่า “ตลอด 25 ปีในอุตสาหกรรมพลาสติก ผมไม่เคยเห็นราคาของโพลิเอทิลีนเพิ่มขึ้นรายเดือนมากขนาดนี้มาก่อน”
6. ‘ฮีเลียม’ คอขวดที่ซ่อนอยู่ของโลกดิจิทัล
สำหรับผลกระทบจากสงครามอิหร่านกำลังไหลลึกกว่าที่เห็น ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล” เมื่อต้นทุนน้ำมัน ไปจนถึงก๊าซเฉพาะทางอย่าง “ฮีเลียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิป แพงขึ้นพร้อมกัน ห่วงโซ่อุปทานจึงตึงตัวในหลายจุด และกลายเป็นปัญหาคอขวดขึ้น
สำหรับ “ฮีเลียม” เป็นก๊าซสำคัญในอุตสาหกรรมชิป เพราะถูกใช้ในหลายขั้นตอนหลักของการผลิต ตั้งแต่การระบายความร้อนให้เครื่องจักรขั้นสูงอย่าง EUV ไปจนถึงการเป็นก๊าซควบคุมในกระบวนการผลิตเวเฟอร์ และการตรวจหารอยรั่วในระบบสุญญากาศ
จุดเด่นคือ “ไม่ทำปฏิกิริยาเคมี” และมีขนาดโมเลกุลเล็กมาก ทำให้ช่วยรักษาความแม่นยำระดับนาโนของการผลิตชิปได้ หากขาดฮีเลียม อัตราของเสียของการผลิตชิปจะเพิ่มขึ้นทันที และต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาคือ ฮีเลียมเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และแหล่งผลิตหลักของโลกกระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เมื่อสงครามทำให้เส้นทางฮอร์มุซสะดุด อุปทานฮีเลียมจึงตึงตัวทันที และกลายเป็น “คอขวดใหม่” ของอุตสาหกรรมชิปและเทคโนโลยีทั่วโลก
ข้อมูลของนิกเกอิ เอเชียระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน คือ “จดหมายแจ้งขึ้นราคา” จากซัพพลายเออร์แทบทุกประเภท ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน
“เช้านี้ เราก็เพิ่งได้รับแจ้งอีกครั้ง คราวนี้มาจาก STMicroelectronics ผู้ผลิตไมโครคอนโทรลเลอร์และเซนเซอร์รายใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่รายเดียว” ผู้จัดการซัพพลายเชนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ ช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยระบุว่า บริษัทของเขาได้รับหนังสือแจ้งขึ้นราคาจำนวนมากตั้งแต่ต้นเดือน ครอบคลุมทั้งแผง PCB วัสดุพลาสติก เรซิน และชิ้นส่วนอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Murata Manufacturing ก็ได้แจ้งลูกค้าว่า จำเป็นต้อง “ปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ” ตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น แร่เงินปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากของขึ้นราคาแล้ว ปัญหาที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน คือ “ของขาด” ในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก เช่น เลเซอร์แบบ External Modulation (EML) และเลเซอร์แบบ Continuous-Wave (CW) ที่ใช้ในตัวรับส่งสัญญาณ รวมถึงในแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลัง “ขาดแคลน” อย่างหนัก ตามข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมหลายราย
อ้างอิง: bbc, cnn, reuters, fitch, กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจสอง, กรุงเทพธุรกิจสาม

