แรงกระแทกที่โลกอาจยังประเมินต่ำไปคือ ‘วิกฤติปุ๋ย’ ที่กำลังก่อตัวจากสงครามและคอขวดฮอร์มุซ เมื่อราคายูเรียพุ่งแรงและอุปทานเริ่มตึงตัว ประเทศเกษตรอย่าง ‘ไทย’ กำลังยืนอยู่บนความเสี่ยงสูง ปัญหานี้อาจลุกลามจากต้นทุนเกษตร ไปสู่ราคาสินค้าอาหารและเงินเฟ้อในวงกว้าง
ในคลื่นความเสี่ยงที่อาจเลวร้ายไม่แพ้น้ำมันแพงคือ ภาวะ “ปุ๋ยขาดแคลน” หลังราคาปุ๋ยปรับตัวแพงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากต้องนำเข้าปุ๋ยผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารในอุตสาหกรรมมองว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้น “ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ” โดยประเทศที่สามารถผลิตปุ๋ยได้เอง เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ประเทศอื่นอย่าง “ไทย” มีความเสี่ยงสูงกว่า
ลอร่า ครอส ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลตลาดของสมาคมปุ๋ยนานาชาติ (IFA) ระบุว่า “แม้แต่เหตุการณ์สะดุดของอุปทานจากรัสเซียและเบลารุสในช่วงเริ่มสงครามยูเครนปี 2022 ก็ยังไม่รุนแรงเท่าสถานการณ์ครั้งนี้”
ก่อนหน้าในเดือนนี้ เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า มีเรือมากกว่า 20 ลำที่บรรทุกปุ๋ยเกือบ 1 ล้านตัน “ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย” โดยอ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัย Kpler
ครอสกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้เราเริ่มเห็นผลกระทบด้านราคาแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนจริงในตลาดเหล่านี้ และนั่นคือความเสี่ยง หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป”
หัวใจของวิกฤติครั้งนี้คือ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นแหล่งของไนโตรเจน และเป็นหนึ่งใน 3 ธาตุหลักของปุ๋ย ร่วมกับฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม โดยราคายูเรียพุ่ง “ขึ้นแล้ว 83%” นับตั้งแต่ต้นปี และ “เพิ่มขึ้น 50%” นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 717.74 ดอลลาร์ต่อตัน ตามข้อมูลของ Fertilizerworks
ทั้งนี้ อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งส่งออก “ยูเรีย” คิดเป็นประมาณ 30%–35% ของโลก ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
ขณะเดียวกัน ภูมิภาคนี้ยังเป็นแหล่ง “ก๊าซธรรมชาติสำคัญ” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยูเรีย โดยต้นทุนก๊าซคิดเป็น 60%–90% ของราคายูเรีย และในปี 2024 ก๊าซ LNG ของโลกประมาณ 20% ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA)
ไม่เพียงเท่านั้น แรงกดดันด้านราคายูเรียยังถูกซ้ำเติมจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่เริ่ม “จำกัดการส่งออกปุ๋ย” มากขึ้น
ลอร่า ครอสระบุว่า “สำหรับเกษตรกร ไนโตรเจนคือสิ่งสำคัญที่สุด” โดยแม้ในสถานการณ์จำเป็น เกษตรกรอาจงดใช้ฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมได้ชั่วคราวหนึ่งฤดูกาล แต่ “ไนโตรเจนขาดไม่ได้” โดยเฉพาะพืชอาหารหลักอย่าง ข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี ที่ต้องการไนโตรเจนสูง
ในรายงานของ Krungthai Compass ระบุว่า “ในปี 2025 ไทยนำเข้าวัตถุดิบไนโตรเจนจากตะวันออกกลาง 1.8 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% ของการนำเข้าทั้งหมด”
นอกจากปุ๋ยแล้ว ยาห์ยา เทาฟิก กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Saraswanti Anugerah Makmur เผยว่า วิกฤติอุปทานยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีก และเสนอว่า รัฐบาลควรเลียนแบบจีน ด้วยการออกมาตรการ “จำกัดการส่งออก”
ด้านลอร่า ครอส ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลตลาดของสมาคมปุ๋ยนานาชาติระบุว่า “โรงงานในอ่าวเปอร์เซียหลายแห่งยังคงเดินเครื่องผลิต แต่ไม่สามารถส่งออกได้ จนใกล้ถึงจุดที่คลังเก็บจะเต็ม”
หากเกิดขึ้นจริง โรงงานเหล่านี้อาจต้อง “หยุดการผลิต” ซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤติยืดเยื้อ เพราะแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิด ก็ต้องใช้เวลาในการเริ่มต้นผลิตใหม่
อ้างอิง: nikkei





