วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ความเชื่อมั่นแบงก์กัมพูชาร้าว หลัง ‘ห้ามถอนเกิน 1 หมื่นบาท’ หนี้เสีย ‘พุ่ง 300%’ ใน 5 ปี

ความเชื่อมั่นแบงก์กัมพูชาร้าว หลัง ‘ห้ามถอนเกิน 1 หมื่นบาท’ หนี้เสีย ‘พุ่ง 300%’ ใน 5 ปี

เมื่อ ‘ความเชื่อมั่นเริ่มหาย’ นั่นคือจุดอันตรายที่สุดของระบบธนาคาร และวันนี้ ‘กัมพูชา’ กำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ นั้น การไม่ให้ถอนเงินเกิน 1 หมื่นบาท จุดความตื่นตระหนกทั้งระบบ ท่ามกลางหนี้เสียพุ่ง 300% เศรษฐกิจซบเซา และการขาด ‘ตาข่ายรองรับ’ อย่างระบบประกันเงินฝาก

ในโลกของธนาคาร วิกฤติไม่ได้เริ่มในวันที่เงินหมด หากแต่เริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่ “ความเชื่อมั่น” ค่อย ๆ เลือนหายไป และใน “กัมพูชา” วันนี้ สัญญาณนั้นกำลังปรากฏเด่นชัดขึ้นทุกขณะ เมื่อการจำกัดการถอนเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ได้จุดชนวนความตื่นตระหนก จนผู้คนพากัน “แห่ถอนเงิน” ราวกับคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งพร้อมกัน

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ “ธนาคาร Asia-Pacific Development Bank” (APD) ประกาศระงับการให้บริการเป็นเวลา 5 วัน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อซ่อมบำรุง 

ทว่า เมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ธนาคารกลับจำกัดการถอนเงินเพียง “300 ดอลลาร์” (ประมาณ 10,000 บาท) ต่อวัน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ลูกค้าจำนวนมากที่มีเงินฝากตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักล้านดอลลาร์ และท้ายที่สุด ก็จุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์ “แห่ถอนเงิน” (Bank Run) ขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่างพากันมาที่ธนาคาร แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในได้

ผู้ฝากเงินรายหนึ่งสะท้อนความรู้สึกว่า ไม่อาจไว้วางใจฝากเงินกับธนาคารได้อีกต่อไป เมื่อการเข้าถึงเงินของตน กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบาก

“ฉันคิดว่าน่าจะมีลูกค้าหลายคนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกับฉัน” ผู้ฝากเงินรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวกับนิกเกอิ เนื่องจากธนาคาร “ขู่จะดำเนินคดี” กับผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับบริษัท

“พวกเราไม่สามารถถอนเงินออกมาได้เต็มจำนวน ทั้งที่สาขาและตู้เอทีเอ็ม”

ลูกค้ารายนี้ มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินที่เธอต้องใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเธอใช้เวลาถึง 4 วัน กว่าจะถอนเงินออกมาได้ทั้งหมด แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอไม่มั่นใจในการฝากเงินกับธนาคารอีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน ผู้มีบัญชีเงินฝากธนาคาร Panda Bank ของกัมพูชาอีกรายหนึ่งซึ่งขอสงวนชื่อ เปิดเผยว่า เขายังคงเฝ้ารอการคืนเงินฝากประจำ มูลค่า 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.5 แสนบาท) ของตน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูไม่มั่นคง

ลูกค้ารายนี้ได้ถูกธนาคารขอให้กลับมาใหม่ในสัปดาห์ถัดไป ความไม่แน่นอนดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลให้เขา เมื่อพบว่าในช่วงก่อนหน้า ผู้ฝากเงินจะได้รับคืนเต็มจำนวน “เฉพาะผู้ที่มียอดเงินต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 แสนบาท) เท่านั้น”

“ในเวลานี้ ความเชื่อมั่นของผมต่อระบบธนาคาร แทบไม่หลงเหลือแล้ว” เขากล่าว

“พวกเราเลือกฝากเงินกับธนาคารเพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นว่า ที่ปลอดภัยนั้น กลับทำให้เราเสี่ยงที่จะไม่สามารถถอนหรือใช้เงินของตัวเองได้”

แม้ธนาคารอื่นๆในกัมพูชา เช่น Phillip Bank, Canadia Bank และสถาบันไมโครไฟแนนซ์ LOLC จะรีบออกมาแถลงยืนยันความแข็งแกร่งทางการเงิน แต่เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นภาพสะท้อนว่า ระบบธนาคารกัมพูชานั้น อาจเปราะบางกว่าที่เคยคาดคิดหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ดูเหมือนหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สะสมมา เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน ธนาคารขนาดใหญ่ของกัมพูชาถึง “สองแห่ง” ต้องปิดฉากลง แห่งแรกคือ Prince Bank ของหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์เฉิน จื้อ ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาต ขณะที่อีกแห่งอย่าง Panda Commercial Bank ต้องล้มครืนลงภายใต้ภาวะการเงินที่ย่ำแย่

ทั้งหมดนี้กำลังประกอบกันเป็นภาพใหญ่ของ “รอยร้าวแห่งความเชื่อมั่น” ที่เริ่มขยายวงกว้าง 

ความเชื่อมั่นธนาคารเริ่มแตกร้าว

แม้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกัมพูชาจะยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบ และธนาคารส่วนใหญ่ยังมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio: CAR) ของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี อยู่ที่ 22% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำตามเกณฑ์กำกับดูแลที่ 15%

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “จิตวิทยาของผู้ฝากเงิน” เพราะในระบบธนาคาร สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเงิน คือ “ความเชื่อว่าเงินจะถอนได้ทุกเมื่อ” และเมื่อความเชื่อนั้นสั่นคลอน หรือแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถจุดชนวนคลื่นแห่ถอนได้ทันที

จินโฮ ชอย หัวหน้ากลุ่มและนักเศรษฐศาสตร์หลักขององค์กร ASEAN+3 Macroeconomic Research Office กล่าวว่า ระบบธนาคารโดยรวมไม่ได้เผชิญความเสี่ยงเชิงระบบ เนื่องจากยังมีเงินกองทุนรองรับเพียงพอ และเหตุการณ์แห่ถอนเงินจากธนาคาร APD เป็นภาพสะท้อนของ “ความรู้สึกของประชาชน” มากกว่า

“เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘ความเชื่อมั่น’ ในระบบธนาคาร” เขากล่าว

“แม้จะไม่ได้บ่งชี้ถึงความตึงเครียดในระบบโดยรวม แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ‘ความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น’ เป็นจุดเปราะบางสำคัญ”

หนี้เสียพุ่ง 300% ใน 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ในบทวิเคราะห์ของ ASEAN+3 Macroeconomic Research Office พบว่า เสถียรภาพทางการเงินของธนาคารบางแห่งในกัมพูชายังคงมีความเสี่ยง และปัจจัยสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ คือ “การเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย” (NPL)

ในรายงานของธนาคารกลางกัมพูชาปี 2025 ระบุว่า อัตราหนี้เสียของทั้งระบบอยู่ที่ 8.3% เพิ่มขึ้นจาก 7.1% ในปี 2024 และ 2.1% ในปี 2020 หรือ “เพิ่มขึ้นถึง 300%” ภายในเวลาเพียง 5 ปี

ในบางธนาคารในกัมพูชา “ตัวเลขหนี้เสีย” ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น โดย Phillip Bank มีสัดส่วน NPL สูงถึง 17.2% ส่วน Prince Bank ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกม มี NPL สูงถึง 28% และ Hattha Bank ซึ่งเป็นสถาบันไมโครไฟแนนซ์ที่มีทุนจากไทย รายงานอัตรา NPL สูงถึง 35.6% ในปี 2025

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากสมาคมสถาบันการงานรายย่อยของกัมพูชา สะท้อนภาพรวมที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยสัดส่วนของผู้กู้ที่มีการค้างชำระเงินงวดตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป หรือที่เรียกว่า PAR30 ได้พุ่งสูงขึ้นจาก 7.3% ในเดือนธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ 9.6% เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “คุณภาพสินทรัพย์กำลังเสื่อมลง” และหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น หนี้เสียอาจกลายเป็นตัวเร่งวิกฤติในระยะถัดไป

ด้านสตีเฟน ฮิกกินส์ จาก Mekong Strategic Capital ระบุว่า แนวคิดการจัดตั้งบริษัทบริหารหนี้เสีย ถูกหยิบยกขึ้นหารือมานานหลายปีแล้ว ทว่า “คำถามสำคัญ” ยังคงอยู่ที่ว่า ใครควรเป็นเจ้าภาพ ระหว่างภาครัฐหรือภาคเอกชน

เขาชี้ว่า อุปสรรคสำคัญของผู้เล่นภาคเอกชนในกัมพูชา คือข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำให้การจัดการหนี้เสียเป็นไปอย่างล่าช้าและซับซ้อน

ก่อนที่ปัญหาหนี้เสียจะพุ่งสูงเช่นในปัจจุบัน การสะสางหนี้แต่ละกรณีต้องใช้เวลานานถึงราว 3 ปี และภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ระยะเวลาดังกล่าวอาจ “ยืดเยื้อออกไปถึง 5-7 ปี”

ไร้ระบบประกันเงินฝาก-พึ่งดอลลาร์สูง 

ปัญหาของระบบธนาคารไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงอย่างลึกซึ้ง โดยกัมพูชากำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน เช่น ความไม่แน่นอนทางการค้า โดยเฉพาะภาษีระดับสูงจากสหรัฐ รวมถึงการปะทะกันทางทหารกับไทยในบริเวณชายแดน ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองครั้งในปีที่แล้ว ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติหลายแสนคนต้องเดินทางกลับจากไทย และทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นรายได้สำคัญหดตัวลง

ไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบจากเครือข่ายศูนย์สแกมจำนวนมากที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา จนพาประเทศโด่งดังเรื่อง “ฮับสแกมเมอร์” รวมถึงวิกฤติพลังงานแพงในปัจจุบัน ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจกัมพูชาให้ทรุดหนักมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแรง รายได้ลด ลูกหนี้เริ่มจ่ายหนี้ไม่ได้ หนี้เสียก็เพิ่มตาม การเงินธนาคารเริ่มตึงตัว นี่คือ “วงจรลบ” ที่เริ่มเห็นชัดขึ้น

นอกจากนี้ หนึ่งในความเปราะบางที่สุดของกัมพูชา คือ “ยังไม่มีระบบประกันเงินฝากระดับชาติ” ทำให้ผู้ฝากเงินไม่มีตาข่ายรองรับหากธนาคารมีปัญหา และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความตื่นตระหนกสามารถลุกลามได้ง่ายกว่าประเทศอื่นในอาเซียน

ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชายังมีปัญหา “พึ่งพาสกุลเงินต่างชาติสูง” โดยจาแยน เมนอน นักวิจัยอาวุโสรับเชิญจากสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์มองว่า บทบาทของธนาคารกลางในฐานะผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจกัมพูชามีการใช้ “เงินดอลลาร์” ในระดับสูง

“แน่นอนว่า ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินเรียลเขมรเพิ่มได้” เขากล่าว “แต่คำถามคือ นั่นเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องการจริงหรือไม่”

อ้างอิง: cambonikkeiกรุงเทพธุรกิจcam